| ตอนที่ 10 หลากพันธะ |
| กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม | |||||
|
"ฮัลโหล" "จ๊ะเหรอ? นี่โจ๊กนะ" ลานดาวยิ้มเนือย ดีใจเล็กๆเมื่อรู้ว่าเป็นเขา นนทกานต์เป็นคนดี ในความหลงใหลและหวังรอการตอบรักจากหล่อนลมๆแล้งๆ เขามีใจจริงห่วงใยแบบไม่หวังผลอยู่ด้วย ราวกับเคยติดค้างบุญคุณมาแต่ปางก่อน จนยอมชดใช้อย่างปราศจากเงื่อนไข บอกตนเองว่าถ้ามีเรื่องลำบากต้องหันไปหาความช่วยเหลือจากใคร ห้วงเวลานี้นนทกานต์คงเป็นคนแรกที่หล่อนจะนึกถึง "ว่าไงจ๊ะรูปหล่อ" หญิงสาวอารมณ์ดีพอจะยั่วเย้า "ฮ้า! หล่อจริงอ้ะ?" “จริง” “หล่อแล้วทำไมไม่รักล่ะ?” ลานดาวยิ้มมุมปาก หากเขาอ่านใจหล่อนออกคงได้แต่กลอกหน้า เพราะกำลังคิดว่าหล่อมีหลายแบบ ทั้งหล่อกระจอก หล่อเรียบๆ หล่อเร้าใจ ไปจนถึงหล่อกระชากใจ อีกอย่างหล่อนไม่ได้เป็นคนแพ้ความหล่อง่ายนัก หากขาดคุณสมบัติที่ทำให้ตาตื่น หล่อนก็พร้อมจะเมินทันที "วันนี้มีอะไรให้ข้าเจ้ารับใช้เจ้าคะ?" "ถ้าจะโทร.มาคุยเล่นนี่มีปัญหาหรือเปล่า?" "ปัญหาไม่มี แต่อาจมีรายงานให้ช่วยทำได้นะ" "อยากคะแนนตกก็เอามาเลย ยินดีช่วย" หญิงสาวยิ้มให้กระบอกโทรศัพท์ "ฉันเป็นได้แค่เพื่อนเธอนะ โจ๊ก" อยู่ๆหล่อนก็นึกอยากพูดเช่นนั้น "เข้าใจแล้ว ย้ำหลายครั้งแล้ว เบื่อฟังซ้ำซากแล้ว โจ๊กก็บอกแล้วไงว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีของจ๊ะ" "ฉันรู้ว่าเธอพูดแต่ปาก ใจยังรออยู่" "ก็เป็นสิทธิ์ของเราที่จะมีความสุขกับการรอแบบหมดหวัง ถ้าเมื่อไหร่เราทำตัวเป็นเจ้าของจ๊ะ หรือลุกขึ้นหือถือสิทธิ์อะไร ก็ค่อยเขี่ยเราไปให้พ้นทางแบบรายอื่นๆที่มากวนใจแล้วกัน" ลานดาวยิ้มกว้างขึ้น "ฉันสัญญาว่าจะรักษาเธอไว้เป็นเพื่อนตลอดไป" "ขอบใจ รู้สึกเป็นเกียรติ" "บางทีฉันก็เริ่มรู้สึกตัวว่าไม่สามารถมีเพื่อนสนิทได้ กี่คนๆก็ต้องห่างหายกันไปหมด เผลอๆก็กลายเป็นศัตรูกันไปเลย ซึ่งเหตุผลอาจเพราะ... ฉันมีเพื่อนสนิทผิดเพศ!" "จริงแหละ ผู้หญิงด้วยกันคงอดริษยาจ๊ะไม่ได้ทั้งนั้น" "ก็มีนะ ที่ไม่ริษยา แต่ต้องแบบน้อง หรือแบบพี่" "อ๋อ... อือม์ ใช่ พอคนเราฐานะแตกต่างให้รู้ๆ ก็จะได้ไม่ต้องนึกอยากแข่งดีกัน" "ถ้าฉันจะคบกับเธอเป็นเพื่อนสนิท แน่ใจไหมว่าจะไม่ฝันหวาน หวังลมแล้งเกินเลย" "แน่ใจ!" "ดี! ต่อไปนี้มีอะไรฉันจะระบายให้เธอฟัง ขอให้เธอเป็นคู่คิด ขณะเดียวกันจะพยายามเก็บๆอาการหว่านเสน่ห์ไว้ เธอจะได้ไม่ต้องลำบาก อ้อ... ไม่ต้องพยายามชวนไปไหนต่อไหนนะ ลูกไม้พาไปดูหมอก็ไม่เอา คุยกันทางนี้ หรือเจอกันที่คณะพอ" หล่อนพูดตรงไปตรงมาให้ฟังง่ายและจริงใจ ซึ่งนนทกานต์ก็รับฟังด้วยความลิงโลด "ตกลง!" เขารับคำทันใด "จ๊ะมีความเป็นเพื่อนที่ดี โจ๊กอยากได้เพื่อนแบบจ๊ะมานาน" ลานดาวยิ้มหยัน "เลิกป้อยอฉันได้แล้วนายโจ๊ก ถ้าจะซี้กัน ก็จงเป็นกระจกเงาที่ไม่บิดเบี้ยวไว้ให้ฉันส่องตัวเอง ฉันไม่เคยเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้ชายคนไหน ใจมีแต่นึกดูถูก อยากใช้เป็นเครื่องรองรับอารมณ์เกรี้ยวกราด หรืออยากทำตัวเป็นนางพญาที่มีข้ารับใช้ห้อมล้อมเท่านั้น" นนทกานต์อึกอัก "เอ่อ... โอเค แต่กลัวพูดตรงๆแล้วเธอจะโกรธน่ะซี" "ถ้าโกรธแล้วคิดได้ เดี๋ยวฉันงอนเสร็จก็ตามไปกราบขอขมาเธอเอง" ชายหนุ่มหัวเราะ "ง้อคนเป็นด้วย?" "เป็น!" หล่อนรับคำหนักแน่น "ถ้าบอกไว้แล้วว่าจะคบกับเธอแบบเพื่อน แปลว่าเธอจะเห็นอีกหลายแง่มุมที่ยังไม่เคยเห็น ต่อไปนี้เธอจะเห็นฉันรู้จักเสียสละแทนการเอารัดเอาเปรียบเป็นนังจอมงก เธอจะเห็นฉันเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมร้อนแทนการเสนอหน้าเฉพาะเวลาเป็นสุขอย่างเดียว" "แหม้… ดีใจเธอใจดี" "ฉันจะบอกเหตุผล… ฉันต้องการเธอเป็นเพื่อนสนิทเพราะเธอน่าไว้ใจ ยากจะทรยศใคร อีกอย่างเราคุยภาษาเดียวกัน ชอบความรื่นรมย์ตามสบายเหมือนกัน และฉันมีความเชื่อลึกๆว่าเธอเป็นคนไม่ทิ้งเพื่อนในสถานการณ์ไหนๆ... เอาล่ะคราวนี้ถึงตาเธอบอกมั่ง ทำไมถึงอยากได้ฉันเป็นเพื่อนสนิท" "เนี่ยนะคนชอบความรื่นรมย์สบายๆ… สบายตายล่ะ ต้องรีดเหตุผลกันด้วย เกิดมาไม่เคยเป็นเพื่อนกับใครลำบากขนาดนี้เลยตู" นนทกานต์ทำเสียงบ่น ยังผลให้ลานดาวขุ่นใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ค่าที่หลีกเลี่ยงคำบัญชา แต่พอสำนึกได้ก็ทอดเสียงอ่อน "ก็แค่อยากฟังเล่น บอกเสียหน่อยไม่ได้หรือไง เป็นนักจาระไนไม่ใช่รึ?" "ก็ได้ สั้นๆเลยนะ เพราะฉันอยากอยู่ใกล้เธอ" ลานดาวขมวดคิ้วย่น "เหตุผลเหมือนจะเอาเป็นแฟนนี่" นนทกานต์ถอนใจเฮือก "จ๊ะ... เธอเคยคิดถึงใครมากๆ ชนิดที่แกะเขาออกจากหัวไม่ได้บ้างไหม? เหมือนมีหน้า เหมือนมีเสียงมาลอยอยู่ในหัวตลอดเวลาน่ะ… ถ้าเคย จำเป็นเสมอไปไหมว่าต้องดึงดันเอามาเป็นแฟนให้จงได้?" ลานดาวสะอึกกับคำถามของนนทกานต์ ขณะนี้ในหัวหล่อนมีแต่พี่เอิน พี่เอิน และพี่เอิน ห่างมาแค่หนึ่งคืนกับครึ่งวัน ถึงขนาดกระวนกระวายเล็กๆ อยากแล่นไปหา ไปพูดคุย ไปเห็นหน้า แต่ติดตรงที่โทร.หาเมื่อเช้าทราบว่าต้องเข้าเวร กว่าจะเจอได้ก็คงมื้อค่ำ ซึ่งมาวันทาจะแนะนำให้รู้จักกับลัดธีร์ สามีนักบินของหล่อนด้วย “ถ้าคิดถึงมากขนาดวนเวียนอยู่ในหัวตลอดก็มี แต่เป็นผู้หญิงด้วยกันย่ะ เสียใจ” “นั่นแหละ อิทธิพลของรูปโฉมกับพลังเสียงของใครบางคนในโลกมีผลสะเทือนกับใจเราสูง ทำให้ฝังจำแน่นหนา ทำให้คิดถึงมาก พิศวาสมาก อยากอยู่ใกล้นานๆ แต่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงอยากได้มาครอง ก็แค่มีสิทธิ์ได้เห็น ได้คุยบ่อยๆเพื่อปรับความทรงจำให้สดใหม่ตามวัน แค่นั้นพอแล้ว เข้าใจ๋?” หญิงสาวตรองตามครู่หนึ่ง พยักหน้าตาสว่าง “อือม์… โอเค ถ้าพูดอย่างนี้ก็สบายใจล่ะ” นนทกานต์ไม่มีวันรู้เลยว่าลานดาวสบายใจเพราะได้คำตอบ ได้เหตุผลที่ดีไว้อธิบายตนเอง ว่าเหตุใดจนป่านนี้จึงยังคิดถึงแต่พี่เอินไม่เลิกสักที คุยสัพเพเหระกับนนทกานต์อีกพักใหญ่ หล่อนยิ้มกริ่มอยู่ตลอดด้วยความพึงใจกับเหตุผลที่ทำให้คนเราคิดถึงใครสักคน ก็แค่อิทธิพลของรูปกับเสียง ไม่มีอะไรลึกลับไปกว่านั้น จะเป็นเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกันก็หาใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด! กลับจากโรงพยาบาล มาวันทาเหลือเวลาบ้าง จึงทำแกงเขียวหวานไก่ที่ลัดธีร์บอกว่าชาตินี้จะขอถูกใจแต่ฝีมือหล่อนคนเดียว ลานดาวเดินทางมาถึงตรงตามนัดทุ่มครึ่ง มาวันทากระวีกระวาดออกไปเปิดประตูรับ และเมื่อลงจากรถยกมือไหว้แล้ว ลานดาวก็ตรงเข้าสวมกอดหล่อนทันที “คิดถึงพี่เอินจัง” มาวันทากอดตอบเล็กน้อย “พี่อ๋องเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ลงมาพอดีเมื่อกี้นี้เอง” จูงมือน้องเข้าบ้าน พามาที่ห้องรับแขกซึ่งลัดธีร์นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เงียบๆ “พี่อ๋องคะ นี่น้องจ๊ะค่ะ” เสียงแนะนำของมาวันทาสดใสเป็นพิเศษ ลัดธีร์ลดหนังสือพิมพ์ลง ทีแรกทำท่าซังกะตายเพราะยังค้างอารมณ์จากการถกเถียงกับมาวันทาทางอินเตอร์เน็ต แต่พอเห็นการปรากฏตัวของสาวน้อยหน้าใหม่ที่กำลังส่งยิ้มให้และพนมมือไหว้ ชายหนุ่มก็ออกอาการตะลึง ยกมือรับไหว้เงอะงะ “สวัสดีค่ะพี่อ๋อง” “ฮะ หวัดดี… สวัสดี” ความเฉิดฉายอาภาของลานดาวมักมีผลต่ออากัปกิริยาของชายทุกรูปนาม เฉกเช่นความปรากฏแห่งนิมิตที่อยู่เหนือการต้านทานของจิตใจ อย่างน้อยก็ทำให้นักบินมาดสุขุมอย่างลัดธีร์ลุกขึ้นยืนด้วยอาการเก้ๆกังๆได้ “ไปทานกันเลยดีกว่านะ” เขาเป็นคนออกปากชวน ลานดาวแค่ยิ้มรับนิดๆและเดินตามสองสามีภรรยามาที่โต๊ะทานข้าวซึ่งจัดสำรับไว้พร้อมแล้ว ลัดธีร์ทำหน้าที่ตักข้าวใส่จานทั้งสาม ส่วนมาวันทาเลยไปหยิบน้ำเย็นจากตู้เย็นมาริน มื้อค่ำเริ่มต้นด้วยความอบอุ่น ลัดธีร์ตักแกงเขียวหวานไก่เข้าปากเป็นคำแรก และเอ่ยชมศรีภรรยาต่อหน้าผู้มาเยือน เพื่อประสานริ้วรอยทางใจให้เข้าที่ “รู้ใจดีจริง อยากกินอยู่พอดี เว้นมาตั้งเป็นเดือนแล้ว จ๊ะลองสิ กินที่ไหนก็ไม่เหมือนรสมือของเอินเลย” ลานดาวเหลือบตามองแกงหน้าตาสวยในชามยิ้มๆ ใช้ช้อนกลางตักใส่จานชิมดูคำแรกก็ทราบว่ามาวันทาคัดเนื้อไก่อย่างดี เคี่ยวแกงในแบบมีสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ทำให้เข้มข้นนุ่มลิ้น ชิมเสร็จก็ทำตาโตอุทานเพื่อให้เป็นแนวร่วมสนับสนุนคำชมของลัดธีร์ดังๆ “โห! คืนนี้กลัวหน้ามืดเป็นชูชกจังเลยเรา นี่มันแกงเขียวหวานไก่ไล่ความเสียดายหุ่นชัดๆ” ลัดธีร์หัวเราะร่า “พี่ต้องห้ามเอินว่าอย่าเข้าครัวเองบ่อย อร่อยลืมโลกจนอ้วนปี๋ ต้องรีดน้ำหนักหลายทีแล้ว” “เป็นรางวัลของคนตาแหลมไงคะ ได้อยู่ดีกินดีอย่างนี้แหละ” แม่ครัวคนเก่งที่ถูกรุมชมเบะปากยิ้ม ก้มหน้าก้มตาตักปลาสำลีเผาเงียบๆ “พี่เอินทำแกงเขียวหวานไก่อย่างเดียวใช่ไหมคะ? เห็นก็รู้ กับข้าวอื่นคนละชั้นเลย” มาวันทายักคิ้ว “อยากกินฝีมือทำเองทั้งหมดวันหลังก็มาช่วยกันสิ” “ด้าย… มาเป็นลูกมือ มาดูดวิชา มาทำลายส่วนโค้งของเอวกันอย่างมีความสุข” “เห็นเอินบอกว่าจ๊ะมาเรียนเป่าฟลุตกับเขาเหรอ?” “ค่ะพี่อ๋อง พี่เอินใจดียอมมีลูกศิษย์หัวช้าอย่างจ๊ะ” “ช้าที่ไหน” คุณครูขัด “เมื่อคืนทำลูกคลื่นได้แล้ว” มาวันทาหมายถึงเทคนิกการใช้กล้ามเนื้อลำคอกับกะบังลม เพื่อส่งจังหวะอัดและคายความสะเทือนเป็นห้วงๆเข้าไปในลำเสียง ทำนองเดียวกับการลงลูกคอในการขับร้องเพลง สำหรับการเล่นฟลุตแล้ว ใครทำลูกคลื่นไม่ได้ถือว่าเป็นเพียงนักผลิตเสียงแห้ง ขาดชีวิตชีวาน่าสนใจ แบบเดียวกับออกงานราตรีแล้วขาดอาภรณ์งามกับเครื่องประดับแพรวเลยทีเดียว ลานดาวมีลมหายใจที่แข็งแรงจากการฝึกขับร้องมานาน และร่างกายที่สมบูรณ์จากการเล่นกีฬาสม่ำเสมอ เพียงมาวันทาสอนคุมกล้ามเนื้อที่ต้องใช้แค่ครู่หนึ่ง ลานดาวก็เริ่มส่งกระแสลมก่อลูกคลื่นได้แบบอ่อนๆ อาจเป็นเพราะหล่อนชำนาญลงลูกคออยู่ก่อนหน้า จึงมีส่วนช่วยให้สำเร็จเร็วเป็นพิเศษด้วย ลัดธีร์เปรย “อ๊ะ! งั้นเหมาะ ไว้เราจะได้มีขาฟลุตเพิ่ม” “กำลังหาซื้อโน้ตจากอินเตอร์เน็ตเตรียมไว้แล้วค่ะ ฟลุตสอง เปียโนหนึ่ง” มาวันทาสานตาหวานกับสามี ลานดาวเห็นกระแสไมตรีในรักลึกซึ้งที่เชื่อมเข้าหากันสนิทชัด เคยพบเจอการสานตาระหว่างชายหญิงมามากต่อมาก แต่น้อยหนจะสัมผัสถึงความแรงในกระแสรัก กระแสความพิศวาสระดับนี้ อ่านด้วยตาเปล่าออกทีเดียวว่าสามีภรรยาคู่นี้รักและมีความสุขร่วมกันมากมายเพียงใด สลดลงเล็กน้อย ลานดาวเบือนหน้าไปทางอื่น แต่พอหาเหตุผลว่าทำไมต้องเบือนหน้าหนีไม่ได้ ก็หันกลับมาปั้นเสียงสดใสต่อ “วันนี้จ๊ะแต่งเพลงไว้ให้พี่อ๋องกับพี่เอินด้วยค่ะ ทานข้าวเสร็จจะเอาโน้ตมาให้ดู เป็นแนวเซลติกง่ายๆระหว่างฟลุตกับกีตาร์” มาวันทายิ้มให้ลานดาว แล้วพยักพเยิดกับลัดธีร์ “แล้วพี่อ๋องจะรู้ว่าแม่คนนี้ฝีมือดนตรีร้ายกาจขนาดไหน” ลัดธีร์เอนหลังพิงพนัก มองลานดาวด้วยสายตาตรง “เมื่อคืนเอินพูดถึงจ๊ะนิดเดียวว่ามาเรียนฟลุตด้วย สงสัยต้องสัมภาษณ์เองแล้วล่ะ หน่วยก้านไม่เบา เรียนมาทางดนตรีโดยเฉพาะหรือเปล่าเอ่ย?” “ค่ะ” “เอินเป็นคนที่คลั่งไคล้ฟลุตเอามากๆ เขาเคยสองจิตสองใจเลือกระหว่างเรียนหมอกับเรียนดนตรี ตอนเอนทรานซ์ก็เลือกหมอกับดนตรีอย่างละครึ่ง แบบให้ผลเป็นตัวชี้ว่าเขาควรจะเป็นอะไร ซึ่งก็ปรากฏว่าผลสอบส่งให้มาทางหมอ” “ดีนะคะ ถ้าพี่เอินเรียนดนตรี อาจไม่มีหมอใจดีทางเน็ต แล้วชาตินี้จ๊ะก็อาจหมดช่องทางเจอพี่เอิน” “คนเราถ้าต้องเจอ ยังไงก็ต้องเจออยู่ดีมั้ง” “ถ้าถามคนเชื่อเรื่องกรรมเวร ก็ไม่รู้เขาจะบอกว่าอะไรเป็นปัจจัยหลักนะคะ ระหว่างต้องเจอคนมีกรรมสัมพันธ์กันแน่ๆ กับเพราะเลือกทางชีวิตแบบหนึ่งจึงเจอคนกลุ่มหนึ่ง อันไหนมีความสำคัญก่อนหลัง คนหรือทาง” ลานดาวเปรยไปทางมาวันทามากกว่าลัดธีร์ มาวันทาจึงออกความเห็น “คนอาจทำให้เราเจอทาง ทางอาจทำให้เราเจอคน และกรรมเก่าอาจทำให้เราเจอทั้งคนและทาง พี่คิดว่าทุกอย่างผูกประสานเข้าไว้ด้วยกันมากกว่าอิงอย่างใดอย่างหนึ่งนะ” ลัดธีร์หันมาถามลานดาวยิ้มๆ “สงสัยได้คุยธรรมะกับแม่ชีเอินบ้างแล้วล่ะสิ รายนี้รู้เยอะนะ อ่านสารพัด ทั้งปรัชญาตะวันตกและศาสนาตะวันออก เขาชวนพี่คุยเหมือนกัน พี่ก็พยายามเปิดกระหม่อมรับแสงสว่างอยู่ แต่มักเสียความตั้งใจ ครึ่งหลับครึ่งตื่นก่อนแสงจะสาดมาถึงเสมอ บางทีเคลิ้มนึกไปว่าฟังวิทยุที่มีแม่ชีเทศน์อะไรแจ้วๆ” ลานดาวหัวเราะ แล้วเล่าจากประสบการณ์ “พี่เอินคุยกับพระคล่องเชียวค่ะ” ลัดธีร์ยิ้มพราย “นั่นสิ ถ้าตกงานน่าให้ไปเป็นมัคนายกตามวัด คอยเป็นตัวแทนฆราวาสเจรจากับพระ” “พี่เอินเล่าให้ฟังว่าเจอกับพี่อ๋องเพราะต้องเล่นดนตรีคู่กัน แปลว่าก่อนหน้านั้นใครจะเลือกเรียนคณะไหนไม่สำคัญ อย่างไรก็ต้องมาพบเจอด้วยสื่อคือดนตรีอยู่ดี” “อ๋อ… พี่มองว่าเป็นจังหวะน่ะ เผอิญคนจัดกิจกรรมเขารู้จักเราทั้งคู่ เห็นว่ามีคาแร็กเตอร์เข้ากันได้สีสันดี แล้วก็พอจะเล่นแบบออกงานได้ เลยชักชวน และกลายเป็นพ่อสื่อไปโดยปริยาย ตอนนั้นเป็นกิจกรรมนักศึกษาร่วมช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม คนต้นไอเดียรวมเอาความสามารถของนักศึกษาจากหลายคณะมาแสดงตลอดวัน” “ประเดิมการพบกันด้วยงานบุญเลยนะคะ น่าอิจฉาจัง” “รายนี้เขาใฝ่บุญอยู่แล้ว ลากพี่ไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คนชรา วัดวาต่างๆเรื่อย” “วันหลังพาจ๊ะไปมั่งนะคะ” ลานดาวหันมาอ้อน “เพิ่งไปกันมาเมื่อวานนี้ไง วัดน่ะ” มาวันทาเตือนความจำ “เอาที่อื่นๆด้วย” คุยอย่างเป็นกันเองพอสมควรแล้วลัดธีร์ค่อยลดอาการหนุ่มตื่นสาวสวยลง และเริ่มสังเกตพินิจดวงหน้าเนียนแฉล้มด้วยสายตาของผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กมากขึ้น แบบลานดาวน่าจะเหมาะกับการเป็นดารา คงรวยฉลุยจากการครองหัวใจหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ตลอดจนกระทั่งเฒ่าหัวงูทั่วประเทศ เสียอย่างเดียวถ้าให้ไปเป็นดาราจริง รับรองว่ายังไงก็ตีบทอาภัพอัปภาคย์ไม่แตก เพราะตั้งแต่เกิดมาคงไม่เคยมีเรื่องน่าสงสารเลยสักวัน หมดสิทธิ์ก่อกระแสเศร้าประทับลงบนแผ่นฟิล์มเป็นแน่ แม่สาวน้อยคงมีความถูกชะตากับภรรยาเขาอยู่มาก สังเกตยามหล่อนมองมาวันทา นัยน์ตาจะเปลี่ยนไป แตกต่างจากปกติ ลัดธีร์เห็นความนิยมบูชา เห็นความรักสะอาดใสซื่อแบบเด็กๆ และจะหาว่าอุปาทานหรือคิดมากเกินเหตุอย่างไรก็ยอม เขาว่าเมื่อครู่เขาเห็นแววหวงแหนอยู่แวบๆ ซึ่งคิดในแง่ดีก็อาจเป็นเรื่องธรรมดา คนเรามีภาคของเด็กหวงของเล่นใหม่ที่กำลังหลงปลื้มด้วยกันทั้งนั้น เสร็จจากอาหารเย็น ลานดาวออกไปเอาโน้ตดนตรีในรถ งานของหล่อนซึ่งเกริ่นไว้ที่โต๊ะอาหารว่าประพันธ์ขึ้นเพื่อมอบให้ลัดธีร์กับมาวันทาโดยเฉพาะ หล่อนแต่งในขณะกำลังคิดถึงมาวันทาด้วยอารมณ์สุนทร และใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์สกอร์สำหรับฟลุตและเปียโนออกมาอย่างดี นักประพันธ์สาวยื่นแผ่นกระดาษให้สองสามีภรรยา ๔ ชิ้น แล้วเอามือไพล่หลังอมยิ้มเหมือนรอดูว่าทั้งสองจะมีปฏิกิริยาเช่นใด มาวันทาตาเป็นประกายเล็กน้อย ชื่อเพลงที่เห็นในหน้าแรกคือ Marriage of Two Stars ลัดธีร์เป็นคนชมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ชื่อเก๋ดีจริง วิวาห์แห่งสองดาว… เสียดายน่าจะรู้จักกันตั้งแต่ครึ่งปีก่อน จะได้เอาไปเล่นในงานแต่ง” “ถือว่าเป็นของขวัญวันแต่งงานที่ล้าหลังกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาก็ได้นะคะ จ๊ะทราบจากพี่เอินว่าพี่อ๋องเล่นกีตาร์คล่องยิ่งกว่าเปียโนเสียอีก เลยเลือกทำเพลงแนวเซลติก เหมือนเล่นกันรอบกองไฟที่ชายหาดในคืนฉลองระหว่างครอบครัวกันเอง” ลัดธีร์ผงกศีรษะอย่างเข้าใจ ว่าเสียงกีตาร์จะเข้ากับบรรยากาศดนตรีเซลติกมากกว่าเปียโน และนั่นก็ทำให้เห็นไปในตัวว่าลานดาวมีความรู้ความเข้าใจเครื่องดนตรีหลากหลาย อย่างน้อยก็ต้องเล่นกีตาร์คลาสสิกเป็น มิฉะนั้นต่อให้มีหัวในทางประพันธ์เพลงอย่างไรก็ไม่สามารถใส่ทางดำเนินของกีตาร์ได้ถูกเลย การเล่นเพลงแต่งเองมีข้อพิเศษอยู่ประการหนึ่งคือความรู้สึกในอภิสิทธิ์เฉพาะตัว เฉพาะอารมณ์ เช่นที่ลานดาวตั้งชื่อเพลงไว้เป็นความหมายให้เขากับภรรยา ลัดธีร์ชวนสองสาวเข้าห้องดนตรีทันที ด้วยความอยากฟัง และเป็นการเอาใจคนแต่งไปในตัว “เจ้าของเพลงสาธิตก่อนเลยดีกว่า จ๊ะเล่นให้พี่ฟังสักเที่ยวแล้วกันว่าเป็นยังไง ให้พี่เล่นคงตะกุกตะกักแย่” ว่าแล้วก็เดินไปนำกีตาร์กับขาตั้งโน้ตมาให้ “ก็ได้ค่ะ… แต่กีตาร์พี่อ๋องคอใหญ่สายแข็ง จ๊ะอาจเล่นบอดบ้างนะคะ” ออกตัวเสร็จก็หันไปพยักยิ้มให้กับมาวันทา รับกีตาร์จากมือลัดธีร์นำมาพาดตัก ลานดาวนั่งตามสบายคือไขว่ห้าง แต่ก็มีภาพแห่งความเป็นนักดนตรีมืออาชีพปรากฏเด่นในลีลาตามสบายนั้น ชนิดที่มองปราดเดียวรู้สึกทันทีว่าเดี๋ยวจะได้ยินเสียงดีๆจากหล่อน รูปกายภายนอกของลานดาวคล้ายถูกออกแบบให้เข้ากับโลกภิรมย์ทางดนตรีโดยเฉพาะ นับแต่กลุ่มผมเป็นเงามันยาวสลวย ความผุดผาดนวลลออของผิวพรรณ ไปจนกระทั่งอาภรณ์เนื้อดีนุ่มเบาบนร่าง ดูช่างเข้ากันเหมาะเจาะกับทรงกีตาร์บนตัก งามตาราวกับเทพธิดาแน่งน้อยใต้ต้นปาริชาตในสวนสวรรค์ ห้อมล้อมด้วยหมู่เพื่อนที่ให้ความสนใจรอฟังงานนิรมิตชิ้นใหม่ของเธอ นักบินหนุ่มพิศภาพชวนพิสมัยนั้นแล้วทำให้นึกถึงที่มาของกีตาร์ เขาทราบว่าตอร์เรสซึ่งเป็นช่างไม้ชาวสเปนผู้ออกแบบกีตาร์ ได้แรงบันดาลใจสร้างสรรค์เครื่องดนตรีชนิดนี้จากส่วนโค้งส่วนเว้าของผู้หญิง ลัดธีร์จึงเกิดมุมมองขึ้นอย่างหนึ่ง คือนักกีตาร์ชายที่เล่นเก่งเปรียบเสมือนผู้สามารถครอบครองหญิงสาวไว้ในอ้อมกอดด้วยความเต็มใจของหล่อนเอง ส่วนนักกีตาร์หญิงคงเปรียบได้กับผู้สามารถนำอิตถีภาวะแห่งตนมาแสดงยวนตา พร้อมกันกับเล้าโลมโสตวิญญาณเพื่อนร่วมโลกไปด้วยครบวงจร
|







