| ตอนที่ 11 รู้ตัว |
| กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม | |||||
|
เปิดตาขึ้นเต็มตื่นในยามเช้าอันว่างเปล่าและเงียบเชียบ พลิกกายเชื่องช้า วาดท่อนแขนให้ผิวเนื้อไล้ฟูกนิ่มละไมราวกับกวาดหาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ให้เคว้งคว้าง แต่ที่พบคือความราบเรียบว่างเปล่า ปราศจากวัตถุในฝัน ปราศจากวัตถุในโลกความจริงใดให้ไขว่คว้า จึงหยุดสงบตะแคงหน้าน้ำตาซึมกับหมอน แสงสว่างแห่งรุ่งสางกับไอฉ่ำเย็นในห้องนอนเคยปลุกหล่อนจากความหลับใหลสู่การลืมตาตื่นสบาย ทว่าครั้งนี้ทุกอย่างต่างไป ลานดาวพบตนเองทอดร่างสะอื้นเงียบ เช้านี้อาจแปลกที่สุดในชีวิต เสมือนสิ่งรอบตัวที่เคยช่วยกันบันดาลรอยยิ้ม กลายเป็นท่อนหินต้องคำสาปคุมขังหล่อนให้ติดอยู่กับความเหงาเศร้าหดหู่ดุจเดียวกับคุกทะมึน ความทรงจำ… หากไร้ความทรงจำ คงไม่มีที่เก็บภาพบาดใจ ไม่มีหนามแหลมทิ่มแทง ไม่มีส่ำเสียงหลอกหลอนในหัว คนเราอาจหนีการไล่ล่าของสัตว์ร้ายด้วยกำลังขา หรือแหกคุกหลบอาญาได้ด้วยเล่ห์กลพิสดาร แต่ใครเล่าจะหลุดพ้นจากการเกาะกุมของความทรงจำแห่งตนได้ด้วยกำลังกายหรือเล่ห์กลอันใด? ยอดสุดของหลังคาโลกไม่มีอะไรต้องกลัวนอกจากความเหงา และที่ยอดสุดของความเหงาไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าพฤติกรรมเบี่ยงเบนและความอยากตาย คนอื่นอาจใช้เวลาในการนอนซมหลายวัน หรือเป็นแรมเดือนแรมปีกว่าจะทนเจ็บไม่ไหว แต่สำหรับหล่อนผู้ไม่เคยมีภูมิต้านทานทุกข์ เพียงสองสามชั่วโมงก็เพียงพอแล้วต่อการสิ้นสุดความอดทน สิ่งที่เคยหวาดกลัวในส่วนลึกเดินทางมาถึงแล้วกระมัง? คำทำนายของหมอดูอุปการะ! สัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ลานดาวสะดุ้งไหวเล็กน้อย ชายตามองไปทางต้นเสียงด้วยแววละห้อยหงอยอย่างรู้ว่านั่นจะไม่ใช่เสียงอรุณสวัสดิ์ทักทายจากมาวันทา ปล่อยให้สัญญาณดังอยู่หลายครั้ง ตั้งใจจะไม่รับ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจลุกขึ้นหยิบกระบอกโทรศัพท์จากแป้น คิดว่าการได้คุยกับใครสักคนอาจช่วยให้สภาพแช่จมซมซานบรรเทาบ้าง “สวัสดีค่ะ” “นี่โจ๊กพูด” ครั้งนี้ลานดาวนึกดีใจอย่างประหลาดที่ได้ยินเสียงสดใสของเพื่อนหนุ่ม หล่อนถือกระบอกไร้สายติดตัวมานอนคุยบนเตียง และตอบรับด้วยหัวใจนิ่มนวลกว่าเคย “สวัสดีค่ะโจ๊ก” “เอ๊ะ! นั่นใคร? เสียงนุ่มนิ่มเหมือนนางชี ช่วยตามจ๊ะมาคุยหน่อย” ลานดาวหัวเราะออกมาได้ วิธีพูดเล่นทักทายของเพื่อนหนุ่มช่วยปลุกสติให้กระเตื้องขึ้น “จ๊ะเอง” “จริงเหรอะ? งั้นสงสัยเพิ่งเข้าห้องพระสวดมนต์แผ่เมตตาให้พวกเปรต สุ้มเสียงถึงปรานีผิดปกติ” หญิงสาวหัวเราะขำอีก พยายามแต่งเสียงให้เข้าร่องเข้ารอย “คนเพิ่งตื่นนอนก็ซึมเซาบ้างสิเธอ… โทร.มามีอะไรหรือเปล่า?” “ขอเบอร์มือถือยายเอ๋ยหน่อยซี มีแต่เบอร์เครื่องเก่า น้องที่ชมรมเขาตามหาตัวกัน แม่นี่นัดไม่เป็นนัด” ลานดาวบอกเบอร์เพื่อนสาวไปเพราะเห็นว่าคงเป็นธุระด่วน “เธอต้องโทร.เองนะโจ๊ก อย่าให้คนอื่น เดี๋ยวเอ๋ยมาว่าฉัน ที่เปลี่ยนเครื่องนี่เห็นว่าเพราะหลบใครบางคนอยู่” “โอเค ขอบใจมาก แค่นี้ก่อนนะ” “เดี๋ยว…” “หือ?” “วันนี้ว่างหรือเปล่า?” นนทกานต์ชะงักไป ใจเต้นระทึกขึ้นมาปุบปับ “กำลังอยู่ที่ชมรม แต่สองสามชั่วโมงคงเสร็จ” “งั้นทานข้าวเที่ยงด้วยกันไหม?” ความจริงมีนัดกับพรรคพวก แต่อารามดีใจได้รับการชักชวนจากลานดาวทำให้ยอมเบี้ยวทันที ตอบรับหล่อนโดยไม่มีการคิดหน้าคิดหลังหรือลำดับความสำคัญกับนัดเก่าแต่อย่างใดทั้งสิ้น “ที่ไหนดีล่ะ?” “มารับจ๊ะหน่อยแล้วกัน แล้วค่อยคิดทีหลัง” นนทกานต์มาถึงก่อนเที่ยง ลานดาวปรากฏตัวยืนต้อนรับเขาในชุดเสื้อยืดแขนกุดกับกางเกงยีนรัดรูป อวดผิวเนียนงามกับสัดส่วนไร้ที่ติซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้เห็นบ่อยนัก ชายหนุ่มลงจากรถมาไหว้พ่อแม่ของลานดาวพอเป็นพิธีครู่หนึ่งก็ชักชวนกันออกจากบ้าน “หิวไหม?” ถามไถ่หญิงสาวอย่างเอาใจใส่ขณะบิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง “ก็เรื่อยๆ” “กินที่ไหนดี?” “ในเมืองชักเบื่อ ไปบางแสนกันเถอะ ชมชายฝั่งแกล้มอาหารทะเล เปลี่ยนบรรยากาศมั่ง” นนทกานต์เลิกคิ้วสูงอย่างสุดฉงน เพิ่งดูดวงประจำวันในหนังสือพิมพ์กรอบเช้า ถูกทำนายทายทักว่าวันนี้ลาภหายหรือได้แห้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ไฉนจึงพลิกกลับตาลปัตรกลายเป็นฤกษ์มหาเฮงไปเสียนี่ “อารมณ์ดีอะไรมาเนี่ย?” “ตรงข้ามเลย กำลังเซ็งสุดขีดต่างหาก” ชายหนุ่มหัวเราะ ความจริงเขาถามให้กลับขั้วไปอย่างนั้นเอง ดูหน้าเพื่อนสาวก็รู้ว่าจืดกว่าทุกวันในรอบปีที่ผ่านมา เกือบนึกน้อยใจที่ตนเองเป็นได้เพียงตะกร้าทิ้งอารมณ์เซ็ง แต่พอคิดใหม่ แค่มีโอกาสเห็นเรียวแขนเปลือยกับท่อนขาสลักเสลาในยีนรัดรูปของลานดาวตั้งครึ่งวันอย่างนี้ก็สุดคุ้มแล้ว จะด้วยฐานะอะไรก็ช่างหัวเถอะ “โจ๊กยังไปหาหมอดูอุปการะอยู่หรือเปล่า?” หญิงสาวถามเหมือนโปรยข้อสนทนาฆ่าเวลาเล่นเมื่อรถแล่นออกมาได้ไม่นานนัก “ก็ไปอยู่เหมือนกัน ตอนนี้แกกลายเป็นคนดังแล้วจ๊ะเอ๊ย คนเก่ายังมาหา แถมคนใหม่มาเพิ่มอีกเพราะปากต่อปาก ล่าสุดเราต้องรับบัตรคิวเลยนะ เชื่อเขาเลย นี่เห็นสิ้นเดือนจะย้ายไปเปิดสำนักเป็นหลักแหล่งแล้ว” “คงเพราะมีลูกค้ารายใหญ่อย่างเธอเยอะน่ะซี พาสาวไปช่วยอุดหนุนพ่อหมอกี่คนแล้วล่ะ?” “ฮี้! สาวเสิวอะไร้” นนทกานต์อ้อมแอ้มเสียงหนีบ ลานดาวฟังทีเดียวรู้เลยว่าหล่อนแซวแม่น จึงหยิกต่อ “พาไปบ่อยๆเถอะ แกคงทายว่าเป็นเนื้อคู่เข้าสักคน” ชายหนุ่มทำเป็นไม่ได้ยิน “โจ๊กก็ชักนึกเลื่อมใสหมออุปการะเพิ่มขึ้นทุกทีนะ ไม่ใช่ทายแม่นอย่างเดียว เจอแต่ละทีเหมือนไปให้แกเขี่ยผงออกจากตา ขูดสนิมออกจากความคิดเราทีละนิดทีละหน่อย” ลานดาวทอดตามองไกลและยิ้มเนือย “ผงในตาแบบไหน ยกตัวอย่างซิ” “ผงแบบจ๊ะนั่นแหละ! ล่าสุดกำชับซ้ำว่าอย่าหวังลมๆแล้งๆ พูดทำนองว่าชาตินี้ไม่มีวันได้แอ้มหรอก” นนทกานต์เล่าไปเรื่อย ทว่ายังผลให้นัยน์ตาหญิงสาวทอประกายของกระรอกที่ถูกชี้โพรงขึ้นมาแวบหนึ่ง เป็นอารมณ์ของคนเคยหวังนักหวังหนาว่าจะมีสักครั้งที่หมอดูอุปการะทำนายทายทักผิดพลาดจังๆ “เขาพูดคำนี้เลยหรือ?” เพื่อนหนุ่มหัวเราะแหะๆ สารภาพว่า “ก็ไม่เชิงหรอก ฉันพูดให้เป็นภาษาวัยสะรุ่น ถ้าจะเอาเป๊ะๆ คือพอฉันถามแวะเวียนมาเกี่ยวกับเธอ หมออุปการะก็บอกว่าถ้ายังเก็บความหวังไว้ เท่ากับยอมรักษาทุกข์ส่วนหนึ่งไว้อย่างเปล่าประโยชน์ แกชี้ให้เห็นว่าฉันหลงรูปมากกว่าอย่างอื่น และถ้าลงว่าหลงผู้หญิงที่ความสวย ก็แปลว่ากำลังหลงความดีในอดีตของเขาซึ่งเราสู้ไม่ได้ หลักการอันดีคืออย่าสู้ในสนามที่ต้องแพ้เพราะเป็นรองเกินไป” ลานดาวนิ่วหน้าหน่อยๆ “ไม่เข้าใจ… หลงแต่ความสวยแปลว่ากำลังหลงความดีในอดีต เป็นยังไง?” “อ๋อ… แกอธิบายทำนองว่าคนเราสวยไม่ใช่เพราะฟลุก ไม่ใช่เพราะมีใครลำเอียงให้คุณสมบัติติดตัวเรามาเปล่าๆ ของทุกอย่างมันมีเหตุในตัวเอง อย่างชาติก่อนเธอมีจิตใจงดงาม ทำดีมีศีลสัตย์ วิญญาณก็เคลื่อนมาครองอัตภาพที่สอดคล้อง กรรมเก่าส่งมาสู่กำเนิดที่สุขุม และคุมรูปให้สวยสมน้ำสมเนื้อกับความดีเดิมนั้นจนกว่าจะหมดแรงส่ง แกให้มองหาความดีในชาตินี้ของจ๊ะด้วยสายตาของมิตรที่คิดเกื้อกูลกันยิ่งๆขึ้น แล้วทุกอย่างจะลงเอยในทางมงคล ทั้งปัจจุบันและอนาคต” “แล้วชาตินี้ในสายตาของเธอ ฉันมีความดีอะไรบ้าง?” “จ๊ะน่ะเหรอ อือม์ ก็เป็นคน…” นนทกานต์พยายามตอบทันทีแบบเอาใจ จะได้เป็นการแสดงว่าสายตาของเขาสอดส่องและแลเห็นความดีของหล่อนอยู่เสมอ ถามปุ๊บตอบได้ปั๊บไม่ต้องเสียเวลาขุดค้นจากซอกหลืบความจำใด ทว่าพอพูดสามคำแรก ก็เกิดอาการตีบตัน ไม่ทราบจะสรรคำยอที่ตรงตามจริงอันใดมากล่าวให้เร็วทันปากที่โพล่งนำเป็นสายฟ้าแลบไปแล้ว “เป็นคน…” พอเขาซ้ำคำนำเดิมแบบแผ่นเสียงตกร่อง ลานดาวก็โบกมือขึ้นลง “เอาล่ะๆ ช่างเถอะ… อย่างกับถูกบังคับให้ฝืนอมแตงโมไว้ทั้งลูก ทีหลังพูดสบายๆเหอะนะ นึกไม่ออกก็บอกว่านึกไม่ออก ฉันรับได้ ที่ถามไม่ใช่เพราะอยู่ในอารมณ์อยากฟังคำสรรเสริญเสียหน่อย” นนทกานต์รู้สึกขายหน้าแปลกๆที่ค้นหาคำตอบไม่เจอ อาจเพราะมัวพุ่งเป้าจะเอาความดีชนิดล้ำเลิศประเสริฐศรีมายกยอให้ฟังเป็นที่ชื่นใจ ประโลมให้อุ่นใจว่าชาติหน้ามีจริงก็ต้องสวยอย่างนี้อีก ความจริงถ้าเพียงแต่จะเขี่ยๆความดีของลานดาวชนิดดาษๆออกมากองก็คงได้หลายอยู่ ทว่านี่ช้าเกินไปแล้ว จะคุ้ยออกมาก็คงเหมือนแกล้งเอาใจกันแบบบื้อๆไร้รสนิยมเปล่า จึงเล่าเรื่องที่คุยกับหมออุปการะต่อเพื่อกลบเกลื่อนอาการคิดช้าของตน
“แล้วชายกับชายล่ะทำไมถึงน่ารังเกียจ?” ประโยคคำถามนั้นยิงมาเพื่อไม่ให้นนทกานต์รู้สึกว่าหล่อนสนใจปัญหาหญิงรักหญิงเป็นพิเศษ “อือ… ชายกับชายนี่ถ้าออกแนวตุ๊ดแนวแต๋วก็ซวยเลย เพราะบุคลิกจะถูกปรับให้กระตุ้งกระติ้งผิดแผกจากธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด ธรรมชาติในรูปกายของเพศชายไม่ค่อยมีส่วนนุ่มนวลให้นึกอยากอะลุ้มอล่วยหรือทำใจรับได้เท่าไหร่ โจ๊กคิดว่าหากกรรมร้ายๆเกี่ยวกับเรื่องทางเพศอยากเล่นงานใครแรงสุด ก็จะเลือกจังหวะที่กำลังเป็นชายนั่นแหละ ทุกข์ถนัดกว่าจังหวะเป็นหญิงมากนัก” “ก็จริงนะ เป็นหญิงโชคดีกว่าชายหน่อย ในกรณีที่มีความเบี่ยงเบน” “หญิงรักหญิงโชคดีกว่าชายรักชาย แต่ก็โชคร้ายกว่าหญิงรักชายตามธรรมชาติวันยังค่ำ” หญิงสาวเอียงหน้าอิงศีรษะกับบ่าของพนัก นัยน์ตาซึมเศร้าลงอีก “เธอว่าฉันเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมากไหม?” อยู่ๆหล่อนก็นึกอยากเปลี่ยนเรื่อง “จะให้ตอบแบบเพลาๆหรือแบบเอาขวานจาม?” หญิงสาวหัวเราะ ก่อนตอบหนักแน่นเพื่อสื่อว่าต้องการตามนั้น “เอาขวานจาม!” นนทกานต์หัวเราะหึหึ “จ๊ะรู้ตัวเองอยู่แล้วนี่ แต่ก็ถือว่าปกตินะ ความเอาแต่ใจเป็นของคู่กันกับความสวยอยู่แล้ว ยิ่งสวยระดับเธอยิ่งไปกันใหญ่ ไม่รู้เรื่องอื่นใดในโลกกับใครเขาหรอก ที่เห็นเป็นอันดับหนึ่งคือความอยากหรือไม่อยากเอาอะไรเท่านั้น” ลานดาวปิดตาลง ถามตนเองเงียบๆว่าถ้อยคำของนนทกานต์เป็นความจริงในทุกสถานการณ์หรือไม่ หากขัดกับศีลธรรม หล่อนจะยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่มากน้อยเพียงใด? รถแล่นเรื่อยบนทางด่วนข้ามจังหวัดพักใหญ่ สองหนุ่มสาวก็มานั่งทานอาหารทะเลที่ร้านริมหาดบางแสน ลานดาวมองขอบฟ้าไกลลิบตาอย่างเหม่อลอยมากกว่าร่วมจ้อไปกับเพื่อนชาย ช่างเป็นวันที่แตกต่าง หล่อนเคยนั่งรถนนทกานต์ด้วยอัตตาของเจ้านาย เคยผูกขาดการสนทนาหันเหทิศทางไปตามใจตนเอง แต่วันนี้หล่อนเห็นเงาร่างตนเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง เป็นฝ่ายรับฟัง เป็นฝ่ายคิดตามเกือบตลอด ฝ่ายนนทกานต์จ้อเอาๆไม่ต่างจากปลากระดี่ได้น้ำ เขานึกในใจว่าการเป็นเพื่อนสนิทกับคนสวยก็ดีอย่างนี้ มีโอกาสฟลุกคล้ายถูกเลขท้ายสามตัวโดยไม่คาดฝันเข้าได้เหมือนกัน และถ้าให้แลกจริงๆระหว่างควงลานดาวเที่ยวทะเลกับถูกเลขท้ายสามตัว เขายอมเสียเลขท้ายสิบงวดดีกว่าเสียโอกาสมากับหล่อน! นนทกานต์ไม่รู้ตัวเอาเลยว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมาจะต้องลืมเรื่องเลขท้ายสามตัวลงสิ้น ในเมื่อเจอโชคระดับลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งหวดเข้าใส่เต็มเหนี่ยวเสียแล้ว! “โจ๊ก…” ลานดาวหันจากทะเลมาพูดกับเขาแบบปลงใจหลังใคร่ครวญครั้งสุดท้าย “จำบังกะโลที่พวกเรากับเพื่อนๆเคยมาค้างคืนกันเมื่อหลายเดือนก่อนได้ใช่ไหม? เลยไปห้าร้อยเมตรนี่น่ะ จ๊ะเหนื่อย แล้วก็อยากขับไปงีบพักสักสิบนาที เดี๋ยวโจ๊กช่วยเดินตามไปทีหลังได้หรือเปล่า หาเอาแล้วกันว่าจ๊ะจอดรถไว้หลังไหน เคาะประตูเรียกแล้วจะมาเปิดให้” ชายหนุ่มตกตะลึงจนข้าวหล่นจากปากหลายเม็ด มองหน้าเพื่อนสาวเหมือนนักมวยเจอหมัดตรงเต็มเบ้าตา กลืนข้าวก้อนโตเกือบไม่เคี้ยว และเพื่อความเชื่อมั่นว่าไม่หลอกตัวเองด้วยความเข้าใจผิด นนทกานต์ก็เอ่ยตะกุกตะกัก “จ๊ะนั่งรถมาเหนื่อย โจ๊กก็ขับรถมานาน น่า… น่าจะยิ่งเหนื่อยกว่า ถ้าเอ่อ… ของีบอยู่ข้างๆจ๊ะมั่ง แต่หลายชั่วโมงหน่อยจะว่าอะไรไหม?” ลานดาวหลบตาไปทางอื่นขณะกระซิบตอบเหมือนต้องการให้ตั้งใจอ่านเพียงริมฝีปาก “ไม่ว่า…” แล้วก็แบมือขอกุญแจรถอย่างเงียบเชียบ
|







