| ตอนที่ 21 ร่วมฝัน |
| กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม | |||
|
“พร้อมจะนอนตอนนี้เลยหรือเปล่าล่ะ?” “พร้อมเลยค่ะ!” หล่อนตอบทันทีอย่างสุดกระตือรือร้น "ถ้าอย่างนั้น… เดี๋ยวจ๊ะนอนลง ถือโทรศัพท์ไว้แล้วฟังพี่พูดไปเรื่อยๆ ไม่ต้องโต้ตอบอะไร ตัดความรับรู้จากโลกภายนอกออกให้หมด ให้เหลือแค่ความรู้สึกว่ามีร่างของจ๊ะทอดนอนอยู่และฟังเสียงพี่เท่านั้น" ลานดาวทอดกายนอนยาวตามคำสั่ง มือยังถือกระบอกโทรศัพท์แนบหู “ฟังเสียงพี่แล้วสังเกตไปด้วยนะ ว่าจิตของพี่นิ่งหรือสั่นไหว” หญิงสาวรู้สึกถึงสภาวจิตอันมั่นคงสว่างไสวของเขา ซึ่งพลอยทำให้จิตหล่อนรับส่วนความตั้งมั่นตามไปด้วย "เอาล่ะ ตอนนี้พี่ก็เอนตัวลงนอนด้วยแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวพอพี่พูดจบ ให้จ๊ะวางกระบอกโทรศัพท์ไว้ข้างตัวทางด้านซ้าย ปิดตาลง แล้วให้นึกถึงโทรศัพท์ หากไม่มีอะไรผิดพลาดจ๊ะจะรู้สึกสัมผัสจิตพี่ราวกับมีพี่นอนอยู่ด้วยข้างๆ ให้ประคองรักษาความเห็นทางใจว่ามีเงาร่างของพี่ไว้เรื่อยๆ พร้อมกำหนดใจว่าพอหลับลง เราจะลุกขึ้นคุยกัน... เข้าใจนะ?" "ค่ะ เข้าใจ" "โอเค เกาะจิตพี่ไว้อย่าให้คลาด นานแค่ไหนก็อย่าพะวง อย่าเร่งรัดให้ต้องหลับเร็วๆนะ เดี๋ยวเจอกัน... วางโทรศัพท์ลงข้างตัวได้" ลานดาวปฏิบัติตามด้วยความระทึกเล็กๆ แม้วางกระบอกโทรศัพท์ไร้สายลงข้างกาย ซึ่งเป็นการตัดการเชื่อมต่อระหว่างประสาทหูกับสุ้มเสียงของอมฤตแล้วก็ตาม ทว่ายังรู้สึกว่ามีเขาใกล้ชิดอยู่เคียงข้างนั่นเอง เหมือนจริงเสียจนต้องเม้มปากนิดๆด้วยความจั๊กจี้ ได้แต่บอกตนเองว่านี่เป็นแค่การเล่นสนุกทางจิต กายเนื้อของอมฤตอยู่ห่างถึงมุมไหนของเมืองก็ไม่ทราบ ความอยากรู้อยากเห็นของหล่อนพุ่งสูงเสียจนทะลุเพดานความหวาดระแวงทั้งปวง และฝากความเชื่อมั่นทั้งหมดไว้ที่เขาคนเดียว หญิงสาวเกาะกระแสจิตของอมฤตไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็ไม่ลืมลมหายใจเข้าออก ซึ่งเมื่อทอดร่างเหยียดยาว ก็เหมือนหายใจได้ลึกและสบายขึ้นกว่าตอนนั่งด้วยซ้ำ สำนึกรับรู้ผัสสะภายนอกเบาบางลงเรื่อยๆ เหลือแต่ความรู้สึกสมจริงภายในที่เชื่อว่าตนกำลังนอนเคียงข้างอมฤต แทนที่จะหลับ กลับกลายเป็นเหมือนนอนแข่งทำสมาธิให้นิ่งเท่าเขาไป ลานดาวกังวลขึ้นมาเล็กน้อยว่าถ้าจิตตื่นโพลง ตาแข็งทื่ออย่างนี้ กว่าจะหลับอาจเช้าเสียก่อน หญิงสาวกระสับกระส่ายเป็นระยะเมื่อผุดระลอกความฟุ้งซ่านขึ้นแทรกแซงสมาธิ แต่นึกได้ว่าอมฤตสั่งไว้แล้ว คือนานแค่ไหนก็อย่าพะวง อย่าเร่งรัดให้หลับ จึงประคองสภาพทั้งหมดไว้เรื่อยๆ เมื่อเริ่มหลุดลอยเป็นฟุ้งก็ดึงใจกลับมาจ่อจิตเขาใหม่พลางรู้ลมหายใจตนเองไปด้วย กับทั้งไม่ลืมเป้าหมายว่าหลับเมื่อใด จะรู้สึกตัวลุกขึ้นคุยกับอมฤตเมื่อนั้น อิริยาบถนอนเอื้อต่อการไหลลงหลับอยู่ในตัวเอง ดังนั้นเกือบยี่สิบนาทีต่อมา จังหวะที่เกิดรอยต่อระหว่างความรู้ตัวกับความหลุดลอยเลื่อนหลง ลานดาวก็ก้าวลงสู่ห้วงนิทราด้วยความเพลียจากการใช้กำลังงานคุมสมาธิ การจดจ่อกับจิตที่ทรงกำลังเหนือกว่า กับทั้งจิตของอีกฝ่ายเปิดรับและยอมเชื่อมต่อด้วย ทำให้นิทรารมณ์ครั้งนั้นของลานดาวแตกต่างจากเคย คือเมื่อเคลิ้มเข้าสู่ภวังค์มืดครู่หนึ่ง ก็ถูกสัญญาณเดิมที่กำหนดไว้ก่อนหลับปลุกสติขึ้นเล็กๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเชื่อมต่อได้ติดกับจิตอีกขั้วหนึ่ง คล้ายถูกดูดผลุบจากฐานกายเดิมเข้าไปอยู่ที่ฐานใหม่ สำนึกแรกลานดาวลืมตาดึงกายขึ้นนั่งด้วยความแช่มชื่น สำนึกต่อมาคือความพิศวงใจกับสัมผัสรู้สึกแปลกใหม่ แตกต่างเป็นคนละโลกกับเมื่อครู่ มองตรงหน้าก็พบอมฤตในชุดเดิมที่เห็นเมื่อกลางวัน เขานั่งขัดสมาธิกลางพื้นห่างไปประมาณ ๕ ก้าว และกำลังทอดสายตารอรับหล่อนด้วยรอยยิ้ม อะไรอย่างหนึ่งในกระแสตาของเขาบอกว่าอมฤตช่วยปลุกสติและเป็นคนเรียกหล่อนมาอยู่กับเขา ณ ที่นี้ หล่อนกำลังอยู่ในฝัน อยู่ในความคุ้มครอง และอาจจะอยู่ในกำมือของเขา พูดง่ายๆคือมีตัวตนอยู่ภายใต้อาณัติอมฤตชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด! หญิงสาวยิ้มตอบอย่างตะลึงทึ่ง ประหลาดนักที่สติยามหลับกลับคมคายแจ่มชัดเสียยิ่งกว่ายามตื่น สายตาหล่อนรู้ละเอียดกว่าเดิมทั้งสีสัน รูปทรง และกระทั่งผัสสะทางกายที่ขยับไหวได้ครบถ้วนเสมือนกายเนื้อแท้ๆ ก้มมองก็เห็นร่างหล่อนเป็นปกติสมบูรณ์ในชุดเสื้อกางเกงนอนเดิม เมื่อเหลือบสำรวจก็พบว่ารอบด้านคือแผ่นแก้วสามเหลี่ยมใสที่เรืองแสงวิจิตรได้ในตัวเอง หล่อนกำลังนั่งอยู่ในพีระมิด คือพื้นเป็นขอบเขตจัตุรัสประมาณ ๑๐x๑๐ เมตร มุงด้วยผลึกแก้วน้ำงามสามเหลี่ยมด้านเท่าทั้งสี่ด้าน แหงนมองเบื้องบนเห็นเรียวขึ้นสู่ความเป็นยอดแหลมอันเกิดจากจุดสุดของสามเหลี่ยมบรรจบกัน แม้จะอยู่ในขอบเขตปิดทึบ แต่ทว่าบรรยากาศภายในกลับปลอดโปร่งเสมือนอยู่บนเขาสูง ให้ความรู้สึกกว้างขวางเวิ้งว้าง ลานดาวหายใจด้วยความสดชื่นตื่นเต็ม กลิ่นหอมระรวยชวนอภิรมย์แตะต้องฆานประสาท ก่ออารมณ์ละเมียดละไมลึกซึ้งอย่างยากจะพรรณนาด้วยโวหารเชิงเปรียบเทียบใดๆ เหลียวกลับมาสบสานตา รูปกายนั่งสงบนิ่งของอมฤตเข้ากันได้สนิทกับความเงียบสงัดภายในพีระมิด นึกไว้ใจเขาเหมือนเห็นฤาษีสักตนที่ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ “นี่ที่ไหนคะ?” รู้สึกถึงพลังเสียงคมใสเหนือธรรมดาของตน ตระหนักว่าหล่อนกำลังมีรูปลักษณ์และคุณสมบัติต่างๆภายใต้ขอบเขตการเนรมิตและอำนาจบันดาลของเขาโดยแท้ “เป็นพีระมิดที่เกิดจากการกำหนดสร้างนิมิตขึ้น สิ่งที่จ๊ะกำลังเห็น ก็คือส่วนหนึ่งของจิตพี่ พี่ก้าวลงสู่อาการหลับด้วยสติอย่างใหญ่ ความสามารถของจิตขณะนั้นอาจกำหนดอะไรขึ้นก็ได้ตามปรารถนา และพี่ก็ปรารถนารูปพีระมิดอย่างนี้ นักกีฬาทางจิตหลายคนรู้ดีว่าถ้าลงหลับโดยมีรูปทรงนี้ครอบตัว ก็จะเกิดสติรู้ตัวชัดเจนเหมือนตื่นขึ้นในอีกโลกหนึ่ง” “จ๊ะงงจนพูดไม่ออก นี่เหมือนชีวิตใหม่ในอีกโลกจริงอย่างพี่แตรว่าเลยค่ะ” “ช่วงนี้ได้สัมผัสชีวิตใหม่หลายแบบหน่อยนะ” อมฤตกล่าวพลางยิ้มกว้างขึ้น “เห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่าชีวิตไม่ได้มีแค่มิติเดียว ไม่ได้มีตัวตนแบบเดียว” “ค่ะ สุดพิสดารพันลึกเหลือเกินเลย… ข้างนอกพีระมิดคืออะไรคะ?” “ความฝัน” “แล้วนี่ไม่ใช่ความฝันหรอกหรือคะ?” “ฝันที่มีพี่เป็นเจ้าภาพ ไม่ใช่ฝันของจ๊ะเอง สำหรับจ๊ะแล้ว นี่คือภาวะที่เกิดขึ้นภายใต้การหลับ แต่ไม่ใช่สภาพจิตใจแบบฝัน เห็นไหมว่าจ๊ะมีสติเต็มเสียยิ่งกว่าตอนตื่นอีก” “ถ้าจ๊ะจะลองออกไปข้างนอกพีระมิด จะเกิดอะไรขึ้น?” “ลองดูสิ” “ไม่หูหนาตาเหล่ ปากเบี้ยวเหมือนถูกไฟช็อตนะคะ?” อมฤตหัวเราะ “เอาเถอะ ไม่เป็นอันตรายหรอก” ลานดาวขยับกายลุกขึ้น ต้องเดินหลายก้าวกว่าจะถึงผนังเอนด้านใกล้สุด หล่อนยื่นแขนนำออกไปก่อน เห็นมือตนเองทะลุผนังไปเฉยๆ และยังเห็นคงรูปเดิมเป็นปกติ มิใช่ยื่นผ่านผนังแล้วหายหนแต่อย่างใด จึงค่อยรวบรวมความกล้าได้มากขึ้น ก้าวเท้าเอาตัวทะลุผนังออกไปทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เหมือนแสงสว่างหรี่ลงเหลือเพียงมลังเมลือง วินาทีแรกแห่งการย่างกรายออกสู่ภายนอก ยังคงทรงสติรู้ว่าหล่อนเป็นลานดาวผู้กำลังพ้นเขตพีระมิด แต่เพียงอึดใจต่อมา สำนึกคิดอ่านที่คมชัดอยู่ดีๆก็พร่าเลือนลง กลายเป็นเมฆหมอกมัวมนแบบเดียวกับคนง่วงนอนจัดที่กึ่งเคลิ้มกึ่งรู้สึกตัว และเริ่มปรากฏภาพฝันมัวมนขึ้นในมโนทวาร ด้วยอัตตายามนี้ หล่อนเป็นนางอะไรนางหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในห้องรับแขกบ้านใครบางคน เจ้าของบ้านคือชายหนุ่มที่ทำให้เกิดความยินดีเมื่อเห็น เขานั่งยิ้มต้อนรับในบุคลิกที่คุ้นเคย หล่อนรู้สึกตัวว่าเป็นอาคันตุกะผู้มาเยือน สำนึกรางๆแต่แรกเริ่มชัดขึ้น จำได้ว่าตนเองคือลานดาว ถัดมาจึงนึกออกว่าเขาคืออมฤต จากนั้นเกิดความสับสนกับสภาพตรงหน้า ขมวดคิ้วตรึกนึกทบทวนว่าเมื่อครู่ตนมาจากไหน “ถอยกลับไปเถอะ” เจ้าของบ้านคล้ายช่วยให้หล่อนระลึกได้เร็วขึ้น เมื่อนั้นเองลานดาวจึงถอยเท้ากลับหลังอย่างนึกออกว่าอะไรเป็นอะไร กลับคืนสู่สภาพทรงสติแจ่มชัดภายในเขตพีระมิดแก้วคล้ายทะลึ่งตัวพรวดจากก้นบาดาลสุดลึกขึ้นสู่อากาศโปร่งเหนือน้ำ กะพริบตาถี่ๆเหลียวมองอมฤตผู้ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม การสลับจากสติรู้ชัดเป็นฝันหลง แล้วแปรจากฝันหลงกลับคืนเป็นสติรู้ชัดภายในช่วงเวลาอันสั้นนั้น ทำให้เกิดความพิศวงงงงวยกับความรู้สึกในตัวตนเป็นอย่างยิ่ง “พี่แตรเรียกจ๊ะกลับมาหรือคะ?” “เปล่านี่ ได้เห็นได้ยินอะไรหรือ?” “จ๊ะเห็นพี่แตรในห้องรับแขก และพี่แตรบอกให้จ๊ะถอยกลับมา” “อ๋อ… ตัวพี่ในฝันของจ๊ะ ก็คือจ๊ะเองเตือนสติให้กลับมาที่นี่นั่นแหละ ถ้ากำลังเต็มตื่น จะปรากฏในรูปความคิดสั่งตัวเองเป็นภาษาพูดในหัว แต่เมื่อกำลังฝัน ก็ต้องอาศัยรูปนิมิตอื่นบอก” “แปลว่าจิตคนทั่วไปเชื่อมต่อกันได้ระหว่างฝันจริงๆโดยไม่รู้ตัวใช่ไหมคะ?” “ใช่ แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อยสักหนึ่งในพันมั้ง แล้วเหตุการณ์ในฝันก็จะมั่วมาก สื่อสารอะไรเลอะเทอะวุ่นวายแบบพูดกันคนละเรื่องเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่มีกำลังสติจากฐานสมาธิจิตช่วยค้ำ จนต่างฝ่ายต่างนึกว่าฝันไปเองคนเดียว ต่อเมื่อตื่นนอนแล้วเผอิญฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุยให้ฟังว่าฝันถึง ก็อาจต้องตื่นเต้นประหลาดใจเมื่อพบว่าอีกฝ่ายก็ฝันแบบเดียวกัน ร่วมเหตุการณ์และฉากแวดล้อมใกล้เคียงในคืนเดียวกันนั้น” “จ๊ะเคยอยู่สองสามหนกับเพื่อนสนิทค่ะ พอรู้ว่าอีกคนฝันด้วยก็วี้ดว้ายกระตู้วู้กันใหญ่ แต่ไม่ทราบจะทำให้เกิดขึ้นอย่างใจได้อย่างไร” พักหัวเราะนิดหนึ่งก่อนเอ่ยสืบต่อ “ปกติจ๊ะเป็นคนฝันสนุก แล้วก็รู้สึกว่าฝันของตัวเองชัดเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมุมมองไปเลยค่ะ ฝันทั้งหมดที่ผ่านมาคือภาพและเสียงพร่ามัว เลอะเทอะเลื่อนเปื้อน แม้แต่เนื้อตัวก็แหว่งวิ่นไร้น้ำหนัก สะท้อนให้เห็นเลยว่าตอนไร้สตินี่คนเราคิดอ่านและพูดจาได้มั่วขนาดไหน” “อยากลองอีกทีไหมล่ะ? คราวนี้ลองกระโดดขึ้นไปให้ทะลุออกทางยอด ภาพเสียงและสัมผัสจะชัดขึ้น” “มะ… ไม่ล่ะค่ะ อยู่กับพี่แตรปลอดภัยกว่าเป็นไหนๆ เดี๋ยวโดดทะลุยอดแล้วภาพเสียงชัด แต่กลายร่างเป็นอีแร้งขึ้นมามันจะยุ่ง” อมฤตหัวเราะขำ ลานดาวสำรวจเนื้อตัวอีกครั้ง พบความเต็มตึง อวัยวะครบถ้วนแล้วกังขา “ถ้าอย่างนี้อะไรกันแน่คะที่เรียกว่า ‘ความจริง’ ? ที่จ๊ะกำลังสัมผัสและรู้สึกตัวอยู่เดี๋ยวนี้มันชัดเสียยิ่งกว่าโลกมนุษย์ตอนลืมตาตื่นเสียอีก” “ถ้ายึดจิตเป็นหลัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบให้เรารับรู้ได้ก็เป็นจริงหมดนั่นแหละจ๊ะ แม้แต่ความฝันไร้สติที่จ๊ะออกไปสัมผัสเมื่อครู่ก็คือความจริงในชั่วขณะนั้นสำหรับจ๊ะ ความฝันอาจเป็นรูปแบบวิธีสนองความต้องการที่หาไม่ได้ขณะลืมตาตื่น หรือสำหรับบางคนอาจเป็นรหัสใบ้อนาคต จำลองสถานการณ์ที่ยังมาไม่ถึงเพื่อเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจซักซ้อมเอาไว้” ลานดาวตาสว่าง “แปลว่าจิตเท่านั้นหรือเปล่าคะที่เป็นความจริง?” “ถ้าถกกันในเชิงปรัชญาแนวพุทธ แม้แต่จิตก็ ‘ไม่จริง’ ด้วยซ้ำ เหตุผลตามมุมมองของพระพุทธเจ้าคือสิ่งใดต้องเลอะเลือนเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ของจริง จิตเราเป็นธรรมชาติที่แปรปรวน อยู่ในสภาพตื่นแล้วกลายเป็นสภาพหลับ มีสำนึกแบบเด็กเพื่อเติบโตขึ้นเป็นสำนึกแบบหนุ่มสาวก่อนจะหยุดที่สำนึกแบบคนแก่ และถ้ามองเป็นขณะๆ การรับรู้หนึ่งดับไปก็คือจิตสลายตัวแปรเป็นอื่นแล้ว ที่ยังนึกว่ามีตัวเดิมเพราะธรรมชาติความจำยังสืบสายอยู่ไม่ขาด แต่ความทรงจำเองก็ต้องเสื่อมลงอยู่ดี” “ฟังไปฟังมาไม่มีอะไรจริงซักอย่าง” “ก็มีอยู่นะ เรากำลังอยู่ในจักรวาลของเหตุผล เหตุดีคือผลดี เหตุร้ายคือผลร้าย แต่ทั้งดีและร้ายเกิดแล้วดับไปเรื่อย ไม่มี ‘ตัวเรา’ แบบที่เรากำลังสำนึกและรู้สึกอยู่เดี๋ยวนี้อย่างถาวรเท่านั้น” หญิงสาวฟังแล้วอึ้งไปพักหนึ่ง “เข้าใจแง่มุมของชีวิตกับศาสนาขึ้นเยอะเลยค่ะ… พี่แตรคะ พีระมิดมีอำนาจพิเศษจริงหรือ?” “เรียกว่าเป็นเงื่อนไขลี้ลับของธรรมชาติที่เราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็แล้วกัน พีระมิดมาจากคำกรีกคือ Pyramidos แปลว่า ‘เปลวไฟตรงกลาง’ ซึ่งน่าแปลกที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ณ ตำแหน่งใจกลางพีระมิด ที่ความสูงหนึ่งในสามจากกึ่งกลางฐานถึงยอด เป็นจุดรับพลังจากสนามแม่เหล็กโลกและรังสีคอสมิก และคายพลังออกมาจากจุดโฟกัสนั้นคล้ายเปลวไฟจริงๆ” “หมายถึงจะใช้วัสดุแบบไหนก็จะเกิดปรากฏการณ์ทางพลังแบบเดียวกันหรือคะ?” “ใช่… ด้วยธรรมชาติลู่ขึ้นสู่ยอดแหลมจากฐานจัตุรัส แม้แต่โครงเหล็กแท่งๆที่ประกอบกันเป็นพีระมิดโปร่ง หรือก้อนหินธรรมดาที่นำมาเรียงเป็นพีระมิดทึบ ก็จะคายอนุภาคไอออนประจุลบออกมา ยิ่งถ้ามวลสารโดยรวมของพีระมิดเป็นอัญมณีอย่างควอทซ์คริสตัล ทองคำ หรือเงิน ก็จะยิ่งให้พลังมากขึ้นอย่างมหาศาล มีคุณกับกายมนุษย์ เช่นทำให้สนามแม่เหล็กในร่างอยู่ในภาวะสมดุล และมีผลแม้กับวัตถุ เช่นทำให้มีดโกนกลับจากทื่อเป็นคม” “แปลกจัง แค่รูปทรงวัตถุก็ทำให้เกิดการคายพลังออกมาได้” “เป็นกฎธรรมชาติที่ปราศจากการอธิบาย เรารู้เพียงว่ารูปทรงพีระมิดจะดูดพลังงานสนามแม่เหล็กโลกและรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้โมเลกุลในอากาศเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็ว รีดประจุไฟฟ้าสถิตที่เป็นลบจากมวลสารของพีระมิดออกมา ทำนองเดียวกับที่เราหวีผมแรงๆเร็วๆในหน้าหนาว ศักย์ไฟฟ้าทำให้เกิดแรงเคลื่อนประจุขึ้นสู่จุดยอดเบื้องบนเกลียววน และนั่นเองทำให้ถ่ายรูปพีระมิดด้วยกล้องเกอร์เลียนแล้วเห็นเหมือนเปลวเทียน” “อย่างที่จ๊ะเคยได้ยิน ว่าทำสมาธิในพีระมิดจะสงบง่ายนี่ก็จริงใช่ไหม?” “เป็นอย่างนั้น ธรรมดาคลื่นสมองคนเราตอนคิดๆจะกระเพื่อมยุ่งเหยิงเพราะถูกกระตุ้นให้ทำงานอยู่เรื่อยๆ เรียกว่าคลื่นเบต้า ลักษณะคลื่นจะมีความถี่มาก แต่ความสูงของคลื่นจะต่ำ ยิ่งเวลากำลังคุยเคร่งเครียด ค่าของคลื่นเบต้าก็จะยิ่งมากขึ้น ต่างจากตอนกำลังพักผ่อน หรือช่วงที่ทำงานสำเร็จลุล่วงสบายใจแล้ว คลื่นสมองจะมีความถี่น้อยลง แต่ความสูงของคลื่นจะมากขึ้น คลื่นแบบนี้เรียกว่าอัลฟ่า… ถ้าเข้าไปนั่งในพีระมิดซึ่งมีการคายอนุภาคไอออนประจุลบออกมา มีผลกับสนามแม่เหล็กในร่างกาย คลื่นสมองจะปรับมาเป็นคลื่นอัลฟ่าโดยแทบไม่ต้องลงทุนลงแรง จึงทำให้ไม่คิดมาก ไม่เปะปะไร้ระเบียบอย่างปกติ กำหนดเข้าสมาธิลึก คือเป็นคลื่นระดับต่อๆไปเช่นเธต้าได้ง่าย” “ทำนองเดียวกับแว่วเสียงระฆังที่มีกังวานหวานๆหรือสูดกลิ่นธูปที่หอมเย็น แล้วเหมือนถูกกล่อมให้สงบ ผ่อนคลายความตึงเครียดลงอย่างนั้นหรือเปล่าคะ?” “ทำนองเดียวกัน แต่อันนั้นเป็นการกระทบประสาทหยาบแล้วมีผลกับการทำงานของสมอง สำหรับพีระมิดจะส่งผลกระทบกับสนามแม่เหล็กโดยตรง” “ตอนกลุ้มๆ พอได้ยินเสียงแมวอ้อนก็สงบลงได้ อย่างนี้แปลว่าแมวสงบกว่าเราหรือเปล่า?” “เสียงบางเสียงไม่ได้กล่อมให้สงบโดยตรง แต่กระตุ้นให้เกิดเมตตาจิตคิดเอ็นดู ตัวเมตตาจิตนั่นแหละความสงบ” “แล้วถ้าเป็นพีระมิดที่สร้างขึ้นจากจิตนี่ล่ะคะ จะให้ผลกับผู้เข้ามาอาศัยอย่างจ๊ะยังไง?” “มันก็จะคายพลังจากจิตของพี่ออกมาเต็มอัตรา และอย่างที่จ๊ะกำลังเห็น เราอยู่ในฝันได้โดยไม่ไหลลงสู่ภวังค์หรือความเลอะเลือน ตัวพี่เองก็อาศัยพลังเลี้ยงสติจากพีระมิดอยู่เหมือนกับจ๊ะนั่นแหละ” “อ้าว! ไม่ใช่ว่าพีระมิดเป็นสิ่งที่พี่แตรต้องใช้กำลังจิตรักษาไว้หรือคะ? จ๊ะก็สงสัยอยู่ทีเดียวว่ามันค้างรูปอยู่ได้ยังไง เห็นพี่แตรก็คุยกับจ๊ะเป็นปกติ” “นี่เป็นคุณวิเศษของจิตขณะหลับ พี่ต้องผ่านขั้นตอนการฝึกยุ่งยากมากทีเดียวกว่าจะได้กุญแจไขพลังลับดอกนี้มา… เริ่มต้นคือก่อนหลับต้องสร้างพีระมิดขึ้นครอบทั้งร่าง จากนั้นสะกดจิตตัวเองเข้าสู่ภาวะหลับได้ทันทีชนิดกดปุ่มเปิดปิดดังใจ เมื่อหลับแล้วก็ต้องรู้สึกตัวขยับออกจากภาวะแช่แข็งได้ถูกด้วย จากนั้นจึงฝึกดึงความจำเกี่ยวกับนิมิตพีระมิดที่สร้างไว้ก่อนหลับ… พอนอนด้วยวิธีนี้ทุกคืนเป็นสิบปี พีระมิดก็เหมือนบ้านที่สอง มีตัวตน มีความเป็นจริงเป็นจัง และเหมือนมันสามารถรักษาตัวเองโดยพี่ไม่ต้องออกแรงประคองเหมือนตอนเข้าสมาธิขณะตื่น” “รูปทรงที่เห็นก็คือจิตอีกภาคหนึ่งของพี่แตรที่คงสภาพตกผลึกแล้วใช่ไหมคะ?” “เรียกว่าเป็น ‘รูปแบบหนึ่งของความคิด’ ก็แล้วกัน ไม่ใช่จิตหรอก… สิ่งที่จิตสร้างขึ้นจะไม่หายไปไหน ถ้าสะสมพลังเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เข้าสู่สภาพตกผลึกอย่างจ๊ะเรียก” “อย่างถ้าตอนนี้ใครไปนอนเตียงพี่แตร ก็จะได้ผลเหมือนนอนในพีระมิดแก้ว?” “ใกล้เคียงมั้ง” “แล้วทั้งหมดที่จ๊ะกำลังเห็นอยู่เดี๋ยวนี้ คือสิ่งเดียวกับที่พี่แตรกำลังเห็นไหมคะ? พูดง่ายๆเรากำลังเห็นสิ่งเดียวกันอยู่หรือเปล่า?” อมฤตส่ายหน้า “แตกต่างกัน” ลานดาวอ้าปากหวอ “นึกแล้วเชียว… เดานะคะ จ๊ะเห็นตัวเองในชุดเสื้อกางเกงนอน แล้วก็เห็นพี่แตรในชุดเดิมเมื่อกลางวัน อันนี้ก็คือสัญญาณความจำที่ติดมาก่อนหลับ ผิดจากของจริงที่พี่แตรกำลังเห็นใช่ไหม?” “ใช่… แต่ในโลกของจิตนั้น ‘ของจริงแท้ๆ’ ไม่มีหรอกจ๊ะ มีแต่เห็นมาจากระดับจิตแบบไหน ระดับจิตนั่นเองทำให้เกิดมุมมองไปต่างๆ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือเราคุยกันด้วยใยเชื่อมโยงสัมพันธ์ทางจิต ซึ่งต่างฝ่ายต่างเปิดรับ จ๊ะเห็นจากความจำของจริงในโลกวัตถุ ส่วนพี่เห็นจากภูมิจิตที่เป็นตัวของตัวเองในปัจจุบัน ตามฐานะเจ้าของพีระมิด” “จ๊ะมีสิทธิ์เลื่อนชั้นการเห็นบ้างไหมคะ?” “มี!” ปุบปับลานดาวก็เห็นเสาแก้วต้นหนึ่งปรากฏขึ้นใกล้กายด้านขวา นั่นทำให้หล่อนตกใจพอควร เพราะที่นี่มิได้คล้ายความฝันหรือโลกจำลองแต่อย่างใด เหมือนอยู่ในโลกความจริงแล้วจู่ๆเกิดวัตถุแปลกปลอมโผล่มาเฉยๆ แต่เมื่อหายตกใจและหันไปมอง ก็พบกระจกเงาบานใหญ่แปะติดเสา เห็นเงาระหงของร่างตนปรากฏที่นั่น “เงานี้คือสิ่งที่จ๊ะเชื่อว่าจ๊ะเป็น และจดจำไว้อย่างนั้น” อมฤตบอก ซึ่งลานดาวก็ค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ ยิ้มเล็กน้อยก่อนยื่นหน้าสบตากับเงาตนเอง กะพริบตาปริบๆ มองทั่วกรอบหน้า แล้วพินิจละเอียดกระทั่งรูขุมขนบนผิวแก้มด้วยความสนเท่ห์ เพราะหาสิ่งผิดเพี้ยนจากที่เคยคุ้นไม่เจอแม้แต่น้อย “จ๊ะจะไม่พบพิรุธเท่ารอยแมวข่วนหรอก กายหยาบเป็นอย่างไร กายนิมิตก็จำลองมาอย่างนั้นทุกประการ… ตราบใดที่ความรับรู้ยังเป็นตัวเดิม และไม่เสื่อมจากความปักใจเชื่อ” ฟังเช่นนั้นลานดาวก็ลองกำหนดจิต บังคับให้เค้าหน้าเปลี่ยนแปลง สะกดให้ตนเองเชื่อมั่นว่าทำได้เหมือนควบคุมเงาฝันให้บิดรูปตามปรารถนา แต่พยายามเท่าใดก็ยังเห็นเงาสะท้อนของตนเป็นตัวเดิม “ถ้าเป็นโลกความจริง จ๊ะเชื่อไหมว่าตัวเองสั่งเงาในกระจกเปลี่ยนรูปทรงได้?” อมฤตทักอย่างรู้ความคิด “ไม่เชื่อ… แต่นั่นเพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้นี่คะ” ลานดาวตอบ เบนสายตามาสบกับเขาด้วยแวววอนขออุบาย “ความรู้สึกนึกคิดและสภาพจิตใจของจ๊ะขณะนี้ เหมือนปกติสามัญเท่ากับตอนตื่นทุกประการใช่ไหม?” “ค่ะ… รู้สึกอย่างนั้น ถ้าต่างบ้างก็คือสติเต็มแน่นไม่ขาดสายผิดปกติ อยู่ในพีระมิดของพี่แตรจ๊ะไม่เหม่อเลย” “แล้วโลกความเป็นจริง จ๊ะเชื่อไหมว่าคนเราสามารถเปลี่ยนสภาพจิตใจให้ผิดแผกไปจากเดิม เช่นให้เป็นกุศลมากขึ้น สุขสดชื่น อิ่มบุญ แปลกไปเหมือนเป็นคนละวิญญาณ?” หญิงสาวร้องอ๋ออยู่ในใจอย่างตื่นเต้นลิงโลดเพราะเข้าใจทันที หล่อนถูกทำให้เชื่อมาตลอดว่ากายเป็นของเสถียร ขณะที่จิตอาจแปรปรวนได้ในชั่วลัดนิ้วมือ และในโลกของวิญญาณนั้น อัตภาพที่ปรากฏน่าจะสัมพันธ์กันโดยตรงกับสภาพจิตนั่นเอง เร็วเท่าความคิด ลานดาวปิดตากำหนดจิตเป็นสมาธิด้วยการถอนใจยาวตามสบาย แล้วทดลองนึกถึงการตักข้าวใส่บาตรพระในครั้งหนึ่งที่บันดาลกระแสสุขเบิกบานเอ่อขึ้นเต็มหัวใจ ครั้งนั้นปีติตื้นตันขนาดสยายยิ้มค้างเนิ่นนานอยู่หลายนาที บัดนี้ปีติสุขชนิดนั้นหวนคืนกลับมาอีกครั้ง สัมผัสเหมือนปีตินั้นเป็น ‘ดวงกรรม’ ดวงหนึ่งที่ขาวสว่าง ให้ความเอิบอาบชุ่มเย็นราวกับชุบวิญญาณลงในอ่างกุศลขนาดใหญ่ ในพีระมิดของอมฤตแห่งนี้ ความชื่นใจในบุญเป็นสิ่งที่ประคองง่าย และขยายขอบเขตให้กว้างขวางออกไปสะดวกดายยิ่ง ลืมตาขึ้นมองเงาในกระจกอีกครั้งอย่างจะดูว่า ‘กรรมขาว’ ให้ผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ภาพสะท้อนตรงหน้าถึงกับทำให้ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง รูปทรงและเค้าหน้ายังคงเป็นลานดาวคนเดิม ทว่าผิวพรรณผุดผ่องสดใสเสียจนเรืองรัศมีอำพันอาภาแบบที่ไม่เคยเห็นตนเองเป็นเช่นนั้นมาก่อนทั้งในโลกความจริงและโลกความฝัน เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ผลัดเปลี่ยนจากชุดนอนสามัญเป็นชุดกระโปรงฟ้าสดใสแปลกตา แม้ไม่ทรงเครื่องพิลาสขนาดเป็นนางฟ้าแดนสวรรค์ ก็ทำให้ตื่นใจห่อปากครางออกมาเบาๆได้ชนิดไม่รู้ตัว เพิ่งพบผลลัพธ์ของการเป็นคน ‘ใจบุญ’ อย่างรวดเร็วทันใจก็คราวนี้เอง อย่างน้อยนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เห็นรัศมีเหลืองใสแกมทองละเลื่อมเป็นวงกว้างออกมาจากตัวเอง และเกิดความตระหนักว่าหล่อนก็เคยเห็น ‘รัศมีคนใจบุญ’ ที่มีความสุกสว่างอย่างนี้มามากในโลกความจริง หากแต่เพราะจิตหล่อนยังหยาบ ต้องพึ่งประสาทตาเป็นหลัก จึงเหมือนแค่อะไรหลอกตา ไร้ตัวตนให้จับต้องเป็นสีสันชัดเจน ถ้าถามก็อาจบอกได้เพียงเห็นวงขาวใสในสัมผัสทางใจมากกว่าเป็นสีวัตถุอย่างที่เห็นด้วยประสาทตาเนื้อ ผันกายจากกระจกเงา อาการนึกคิดชนิดเป็นกลุ่มก้อนหยาบๆสลายลง ความเด่นชัดของจิตผุดขึ้นแทน เป็นความเห็นจากภายในว่าจิตตนเรืองแสงทอง มองทางไหนจึงสดใสลออตากว่าเคย จึงเข้าใจเรื่องการจำแนกมิติด้วยสภาพจิต ลานดาวมาทราบภายหลังว่าสีของจิตยังมีมากกว่านี้ ทำนองเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ใช้แท่งปริซึมแยกแสงอาทิตย์เป็นรุ้ง ๗ สี จิตที่ละเอียดพอก็เหมือนแท่งปริซึมที่เห็นสีกระจายจากตนเองเป็นต่างๆ ตามสภาพอารมณ์ ระดับพลัง ตลอดจนกระทั่งแบบแผนความนึกคิด เหลือบชำเลืองแลอมฤต บัดนี้เขากลายเป็นบุรุษร่างใหญ่ขึ้น เครื่องแต่งกายเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตกางเกงยาวเดิมมาเป็นผ้าลินินสี่เหลี่ยมที่ห่อพันกายและผูกคาดเอวสไตล์ปราชญ์กรีกโบราณ จากระดับจิตของลานดาวขณะนั้น หล่อนเห็นขอบรัศมีจิตของเขาเรื่อเหลืองแกมทองเช่นกัน แต่มีความสุกสว่างเด่นดวงเยี่ยงราศีพลังสูง สดใสเย็นตา และกว้างขวางใกล้เคียงกับขอบเขตของพีระมิด “ตอนนี้จ๊ะเห็นแบบที่พี่แตรเห็นหรือยังคะ?” “ยัง” “พี่แตรรู้ได้ไง? จ๊ะยังไม่ทันบอกเลยว่าจ๊ะเห็นอะไรบ้าง” “พี่ไม่รู้ว่าจ๊ะเห็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าจิตจ๊ะยังหยาบกว่าพี่ มีอะไรหนาๆห่อหุ้มอยู่ คงคล้ายกับถ้าจ๊ะเห็นคนใส่แว่นดำข้างแดงข้าง จ๊ะก็จะรู้ว่าเขาเห็นโลกไม่เหมือนเราที่ปราศจากแว่น” “ตอนนี้จ๊ะเห็นพี่แตรสวมเสื้อผ้าแบบอริสโตเติ้ลตอนกำลังจะสอนปรัชญาให้เด็กเมื่อวานซืนน่ะค่ะ ไม่ตรงหรือคะ?” อริสโตเติ้ลหัวเราะเบาๆ “ไม่หรอก พี่ไม่ได้เห็นตัวเองเป็นอย่างนั้น นั่นเป็นสิ่งที่จ๊ะคิดว่าพี่เป็นต่างหาก” “แต่จ๊ะไม่เคยนึกว่าพี่แตรเป็นพวกนักปรัชญากรีกเลยนะ” “ถ้าสืบลงไปลึกๆก็จะพบเค้าเองแหละ เหมือนอย่างในฝันทั่วไป เราอาจจดจำใครบางคนไปปรุงปั้นให้เป็นทหาร ทั้งที่ขณะตื่นไม่เคยเห็นเขาเป็นทหารเลยสักครั้ง ตอนเราหลับอยู่ จิตจะทำงานเร็วมาก และฉายภาพที่ฟ้องความรู้สึกแท้ของเราออกมาได้มากมาย” “แล้วทำยังไงจะได้เห็นตรงกันกับพี่แตรได้ล่ะนี่?” “ก็ต้องทำจิตให้ใสเบาเสมอกันกับพี่” ลานดาวเลิกคิ้วสูงด้วยความฉงน “สมาธิช่วงนั้นเหมือนแค่บัตรผ่านประตูเข้ามาที่นี่ พอมาอยู่ในนี้ก็ฟุ้งเหมือนเดิม”
|







