| ตอนที่ 29 หมอเทวดา |
| กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม | |||||
“เอาล่ะ… หันมองลงไปข้างล่างอีกทีนะเอิน” จิตของมาวันทาอยู่เหนือการควบคุมของตนเอง ใจจะขาดให้ได้เมื่อต้องเหลียวลงต่ำอีกครั้งทั้งที่ไม่สมยอมยินดีแม้แต่น้อย “ฮือ…” หล่อนปล่อยโฮออกมาด้วยความเย็นสันหลังวาบหวิวว่างโหวงดุจร่างจะหลุดร่วงจากบันไดเดี๋ยวนั้น ลานดาวแทบทนเฉยไม่ไหว เกือบช่วยวิงวอนขอร้องอมฤตให้เลิกทรมานพี่สาวหล่อนเสียที หรือไม่ก็เข้าไปปลุกปลอบมาวันทาเสียเองว่าแท้จริงหล่อนปลอดภัยอยู่บนโซฟาตั้งพื้น หาได้อยู่บนตึกเหมือนอย่างที่ถูกสะกดให้เห็นไปเองแต่อย่างใดเลย ความกระสับกระส่ายนั่งไม่ติดของลานดาวทำให้อมฤตต้องหันมาใช้สายตาปราม แล้วหันไปมองมาวันทาด้วยดวงตาเยือกขรึมของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวพรรค์นี้มาอย่างโชกโชนจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต่างจากเห็นคนร้องเพลงขณะกำลังอารมณ์ดี “ที่พี่เห็นคือแขนซ้ายของเอินหมดกำลังแล้ว ยอมปล่อยมันเสียทีก็ได้ ใช้กำลังแขนขวาเหนี่ยวตัวไว้ข้างเดียวไปก่อน” ก่อนเขาพูด มาวันทากำลังรู้สึกอยู่เช่นนั้นจริงๆ มือซ้ายจึงปล่อยตกข้างกายอย่างหมดอาลัยตายอยาก ตระหนักว่าแม้แขนขวาก็ร่อแร่ใกล้หมดแรงเต็มทน วินาทีนั้นหล่อนนึกขึ้นมาได้ถึงสภาพร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างลิบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฝันร้าย หล่อนกลัว และไม่อยากเป็นอย่างนั้นอีก จึงรวบรวมพลังที่เหลือทั้งหมดส่งไปที่แขนและมือขวาสุดความสามารถ “ตายล่ะ! ดูเหมือนมือเอินกำลังจะลื่นมากขึ้นทุกที อย่าท้อถอยนะ นิ้วชี้กับนิ้วกลางยังพอเกี่ยวไว้ได้อีกสักสองสามวินาที” “พี่แตร!” เสียงขานชื่อเขาเริ่มกลายเป็นกรีดร้องโหยหวน วิงวอนอย่างลืมอาย ขอด้วยคำพูดเท่าที่จะนึกออกทั้งหมด “ช่วยเอินด้วยค่ะ! อย่าปล่อยให้เอินตกลงไป! ยื่นมือมารับเอินไปทีเถอะ มารับเอินไปด้วย ได้โปรด… เอินขอร้อง” ลานดาวพลอยทำหน้าเครียดถมึงทึงไปด้วย เพราะเห็นชัดว่าอมฤตยิ้มเหมือนกำลังเอ็นดูเด็ก ราวกับเล่นสนุกกับเกมที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยอารมณ์ซาดิสต์มากกว่าจะปรารถนาดีช่วยคลี่ปมทางจิตให้ใคร นาทีเป็นนาทีตายเข้าด้ายเข้าเข็มนั้นเอง อมฤตก็กำหนดจิตตนเองเป็นสุขนิ่งอย่างใหญ่ แล้วขยายขอบเขตความสุขนั้นเข้ากลบกลืนคลื่นความทุรนทุรายในกระแสจิตปั่นป่วนในร่างบนโซฟายาว ก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำ “ถอนความรู้สึกออกจากนิ้วสุดท้ายเถอะ ยอมเสีย… เอินสัมผัสอากาศรอบตัวได้ใช่ไหม? ถ้าตัวเราเบาเท่าอากาศก็ไม่มีน้ำหนัก ถ้าไม่มีน้ำหนักก็ไม่ต้องเหนี่ยวตัวไว้ ไม่เชื่อลองปล่อยนิ้ว เลิกพยายามเอาตัวรอด แล้วถอยออกมาลอยกลางอากาศสิ” จิตมาวันทาถูกเหนี่ยวนำด้วยคำพูดแต่ละประโยคของอมฤตดุจเขาเป็นเจ้าชีวิต หล่อนถอนความเพียรพยายามเอาตัวรอด ยินยอมคลายนิ้วจากลูกนอนอันเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย จิตสัมผัสความว่างเวิ้งของอากาศ เลิกกลัวมัน ลืมน้ำหนักตัวอันเกิดจากแรงดึงดูดโลก ฉับพลันก็คล้ายลอยห่างถอยออกมาจากบันไดตึกโดยไม่ตกร่วงหล่นตามแรงดึงดูดดังประหวั่นพรั่นพรึง “เห็นไหมว่ามีแต่สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นตึก เป็นบันได ไม่มีอันตราย ไม่มีความน่ากลัว ไม่มีความทุกข์ทางใจ ตราบใดที่เราสามารถถอยออกมาเป็นผู้ดู ผู้ปราศจากน้ำหนักได้อย่างนี้” นิมิตตรงหน้าปรากฏทำนองเดียวกับภาพในจอโทรทัศน์ ตัวจริงของมาวันทาผ่อนคลาย กลายเป็นสีหน้าสงบสุขเหมือนคนอยู่ในแหล่งพักพิงปลอดภัยไร้กังวลแล้ว “ความกลัวทั้งหมดเป็นแค่ผลผลิตที่เกิดจากการเอาตัวเราไปผสมกับภาพลวงตา… ลองเรียนรู้ที่จะกลัวอีกครั้งนะ กลับเข้าไปเกาะบันไดใหม่ น้ำหนักตัวกลับมาอีกครั้ง” มาวันทาพยายามขัดขืน เพราะเห็นชัดว่ากำลังจะถูกดูด หรืออีกนัยหนึ่งคือสมยอมพุ่งเข้าไปหาความทุกข์ แต่คำสั่งคือคำสั่ง คล้ายสมองของหล่อนยอมรับคลื่นเสียงอมฤตไว้แล้วว่าพูดอะไรมา ทุกอย่างต้องเป็นไปตามนั้น หมดทางปฏิเสธหรือแม้แต่จะคิดหลีกเลี่ยง หล่อนเห็นตนเองเกาะราวบันได หันหน้าเข้าหาผนัง เนื้อตัวมีน้ำหนัก สองเท้าเหยียบขั้นบันได ความรู้สึกล่อแหลมไม่มั่นคงกลับคืนมาอีกเต็มสภาพ “เอินจับราวบันไดไว้แน่นเกินไป ไม่สนุกหรอก ลองใช้มือซ้ายที่ไม่ถนัดแค่ข้างเดียวดูซี” หญิงสาวเห็นมือขวาของตนปล่อยออกทันทีคล้ายคนบ้าจี้ เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำ หล่อนรู้สึกถึงความเอียงซ้าย เกร็งซีกซ้าย และน้ำหนักตัวที่ทวีขึ้นเป็นสองเท่า เพราะเหลือกำลังแขนเพียงข้างเดียวสู้กับแรงดึงดูดโลกอยู่ “ค่อยๆยืดแขนออกมา แล้วมองลงไป” “ไม่! พี่แตร… ทำไมทำกับเอินอย่างนี้คะ?” ปากปฏิเสธเสียงแข็ง แต่จิตกลับอ่อนเปียก ยอมปฏิบัติตามคำสั่งโดยดีเช่นเคย เห็นความสูงที่เหมือนเครื่องดูดร่างหล่อนลงไปปะทะพื้นให้แหลกเหลวแล้วขนหัวลุกขึ้นมาอีก คล้ายภาพทั้งหมดปรากฏเป็นปากยักษ์ที่อ้ารอพร้อมจะขย้ำตนได้ทุกขณะจิต ทว่ามาวันทาพบความแตกต่าง คือครั้งนี้อาการเสียวท้องน้อยลดลง เกิดความวางเฉยอยู่ในส่วนลึก คล้ายมีสิ่งกระซิบบอกว่านี่แค่ภาพที่ตาเห็น หล่อนจะไม่เป็นอันตรายเพียงจากสิ่งที่เห็นด้วยตาอย่างเดียว “มันเป็นแค่ภาพที่เราเห็น เอินกำหนดใจไว้อย่างนั้นแหละถูกแล้ว ถ้าเราไม่มีน้ำหนักตัวอยู่ในมิติเดียวกับมันก็จะไม่เสียวไส้เลย ลองทำความรู้สึกถึงอากาศว่างไร้น้ำหนัก แล้วละลายตัวเองให้กลมกลืนกับความว่าง… อย่างนั้น… เห็นความไม่มีน้ำหนัก เห็นความไม่มีตัว เห็นเราลอยสูงขึ้น ภาพทั้งหลายกลายเป็นแค่สิ่งถูกเห็นจากมุมมองของจิตที่ว่างเปล่า” คล้ายร่างหล่อนมลายหาย เหลือเพียงอากาศธาตุว่างวาย ดวงจิตหมดความเกี่ยวพันกับสิ่งที่เห็น ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีก ทุกสิ่งแค่ถูกรู้เท่าที่ปรากฏเป็นภาพให้เห็นด้วยตา หาได้มีสิ่งใดประกาศความหมายในเชิงทำร้ายแม้แต่น้อย “กลับไปที่บันไดใหม่” มาวันทาเหนื่อยหน่าย แต่คำพูดของเขาทำให้ภาพน่าทรมานย้อนกลับมาอีกในทันที “คราวนี้ลมกำลังพัดแรง แล้วเอินก็จับบันไดด้วยมือซ้ายข้างเดียว หน้าก้มลงมองเบื้องล่าง” ลมพัดตึงดังอมฤตว่า คล้ายเขานั่งอยู่ในห้องคอนโทรลของสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดยักษ์ กดปุ่มให้เกิดสิ่งใดก็ได้ตามปรารถนา ความรู้สึกแรกของมาวันทาคือเสียววูบ เย็นไปทั้งสันหลัง กลัวโดนลมพัด รักษาน้ำหนักตัวไว้ไม่ได้ ต้องหลุดมือลอยลิ่วลงไป แต่แปลกที่คราวนี้มีอาการเพียงวูบเดียวแล้วกลายเป็นมองเฉยดุจคนด้านชาไร้ความรู้สึก เพราะตระหนักเท่าทันเสียแล้วว่าทั้งหลายที่กำลังปรากฏคือภาพลวงตา หล่อนเรียนรู้ที่จะปรับสภาพน้ำหนักตัวให้กลมกลืนกับอากาศว่างด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอนักสะกดจิตสั่ง ความทุกข์ใจจึงไม่เกิด อมฤตสัมผัสได้ถึงคลื่นความสงบเฉยและนิ่งเย็นจากจิตมาวันทา ก็รู้ว่าตนติดตั้งโปรแกรมแก้ความกลัวให้หล่อนสำเร็จแล้ว จึงเริ่มกระบวนการถอนสะกด “เอาล่ะ หันหน้ากลับเข้าหาผนังสีขาว” หญิงสาวปฏิบัติตาม และเห็นตนมองผนังขาวเฉยเมยอยู่ “พี่จะนับถอยหลังจาก ๕ ถึง ๑ นะ ห้า… เอินรู้ตัวว่าจิตถูกสะกดควบคุมอยู่ สี่… เอินไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาพและสัมผัสรอบตัวแล้ว สาม… เอินเริ่มรู้สติเห็นตัวเองในปัจจุบันตามจริงว่ากำลังนอนอยู่บนโซฟา สอง… เอินเป็นอิสระจากคำสั่งของพี่ หนึ่ง… ค่อยๆลืมตา” เปลือกตาของมาวันทาเผยอขึ้นทีละน้อย สิ่งแรกที่รู้สึกชัดคือความเบาใจ ราวกับบางสิ่งที่หนักอึ้งหายไป หรือถูกถอนทิ้งไว้เบื้องหลัง หล่อนค่อยๆเอียงหน้าทางขวา เห็นจิตแพทย์หนุ่มกำลังจับจ้องมาจากที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ยิ้มให้ และดึงตัวขึ้นนั่ง พนมมือไหว้เขา “ขอบคุณนะคะพี่แตร” “ไม่เป็นไร” นั่งนิ่งเป็นครู่ ระบายลมหายใจด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย “เอินจะไม่ฝันร้ายอีกแล้วใช่ไหมคะ?” “ก็อาจฝันบ้าง แต่ลึกลงไปถึงความเข้าใจระดับจิต เอินจะถอนตัวจากภาพโหดร้ายที่หลอกหลอนสั่นประสาทเสียได้ด้วยโปรแกรมที่พี่ติดตั้งไว้ คือเมื่อเจอนิมิตเกี่ยวข้องกับความสูง จิตเอินจะรู้ตัวแล้วถอยออกมาเป็นผู้ดู แทนที่จะเข้าไปมีน้ำหนักร่วมในมิตินั้น” มาวันทายิ้มใสอย่างเข้าใจกระจ่าง ลานดาวเข้าไปนั่งชิดแฟนหนุ่ม ดึงแขนเขามากอดแนบอกด้วยความทึ่งผลงาน “อาวุธในการรักษาคนไข้สารพัดชนิดเลยนะคะ พี่แตรนี่หมอเทวดาแท้ๆ!” “หมอธรรมดามากกว่า” มาวันทาทอดมองอมฤตด้วยสายตาเคารพรักดุจพี่ชายร่วมอุทรเดียวกัน เขาเป็นจิตแพทย์ที่สามารถจ่ายยา ทำจิตบำบัดที่แพทยสภาให้การรับรอง กับทั้งมีสิ่งที่จิตแพทย์ทั่วไปไม่มี นั่นคือพลังจิตช่วยเหลือคนไข้ตรงๆ หล่อนทบทวนประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ และเห็นว่าถ้าหากเขาปราศจากจิตสัมผัส ก็จะไม่สามารถรู้วาระอันควรชี้นำตามลำดับเหมาะสมได้ขนาดนั้นเลย “นี่เป็นอุบายสะกดจิตมาตรฐานหรือเปล่าคะ?” อมฤตสั่นศีรษะ “พี่ประยุกต์จากแนวปฏิบัติธรรมของพุทธ คือแทนที่จะให้จิตผสมรวมเข้ากับความคิดปรุงแต่งหรือนิมิตทางจิต ก็ถอยแยกออกมาเป็นผู้ดูเสีย เมื่อฝึกซ้ำๆจนวิถีการดำเนินจิตทรงตัวในฐานะผู้ดู ไม่หลงกลายเป็นผู้เล่น ก็จะปล่อยวางเสียได้” มาวันทาตาสว่าง เข้าใจแนวการดำเนินจิตเพื่อตัดอุปาทานหลงยึดมั่นถือมั่นความปรุงแต่งอย่างกระจ่าง ลานดาวยื่นหน้ายกยอฉอเลาะ “เหมือนธรรมชาติให้โอกาสพวกชอบช่วยคนอย่างพี่ๆได้สนุกกับรูปแบบวิธีรักษาชนิดต่างๆไปเรื่อยนะคะ ยิ่งถ้าเข้าใจเรื่องทางจิตลึกซึ้ง ก็ยิ่งทำอะไรได้พิสดาร เห็นคนไข้เป็นสิ่งท้าทาย น่ากระโจนเข้าหา” มาวันทาพยักหน้าเห็นด้วย “เคยได้ยินว่าซิกมันด์ ฟรอยด์กล่าวไว้ตอนแก่อย่างเสียดาย ว่าถ้ากลับเป็นหนุ่มได้อีกครั้ง เขาจะศึกษาเรื่องพลังจิต แทนที่จะเป็นตัวตั้งตัวตี ถางทางเกี่ยวกับจิตวิเคราะห์อย่างที่ทุ่มเวลาทั้งหมดในชีวิตไปแล้ว” อมฤตยิ้มเล็กน้อย “ถ้าฟรอยด์ศึกษาเรื่องพลังจิต พวกเราก็คงไม่รู้จักเขาหรอก เพราะพลังจิตจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาในชั่วอายุคนเดียวเหมือนจิตวิเคราะห์” “กลไกการทำงานของจิตยากจะเข้าใจจริงๆนะคะ เอินแค่จ้องพื้นจากความสูงของตึกนิดเดียว จิตเก็บมาปรุงแต่งเป็นฝันร้ายหลอกหลอนไม่รู้จบได้ขนาดนี้” “เอินไม่ได้แค่จ้อง แต่ตั้งใจหนักแน่นว่าจะโดดด้วยน่ะซี เหตุการณ์เลยเหมือนเกิดขึ้นแล้ว มันต่างจากที่คนธรรมดายืนมองอย่างเดียวเป็นคนละเรื่องเลย เจตนาของเราที่เข้าไปรวมกับองค์ประกอบสถานที่ทั้งหมด จะปรุงแต่งใจให้เห็นเหมือนที่ตรงนั้นคือแดนต่อระหว่างความเป็นกับความตาย ไม่ใช่แค่อิฐปูนและทัศนียภาพทั่วไปอย่างเคย” มาวันทาตรองตามพลางกะพริบตาปริบๆ นึกขึ้นมาได้ว่าพวกเล่นบันจี้จั๊มป์หรือพลร่มที่โดดเครื่องบินจากความสูงเป็นพันฟิตต่างก็ผจญกับภาพน่าหวาดเสียวกว่าหล่อนหลายร้อยเท่า ยังไม่เห็นมีปัญหาฝันหลอนกันสักกี่คน ตรงจุดนี้จึงประจักษ์ชัดว่าเจตนานั่นเองเป็นประธานแห่งการปรุงจิตทั้งปวง ชวนให้ระลึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า เจตนาเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ทำกรรมอันใด จิตย่อมปรุงแต่ง จิตย่อมยึดมั่น จิตย่อมมีกรรมนั้นติดตามไปประดุจเงาตามตัว กรรมย่อมก่อสภาวะ หรือภพแห่งความสอดคล้องกับกรรมนั้นๆขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ปัจจุบันก็อนาคต ไม่อนาคตใกล้ก็อนาคตไกล อย่างไรย่อมย้อนมาหาเจ้าของกรรมแน่นอน “ความจริงก็ดีเหมือนกัน” อมฤตเอ่ยต่อ “เหมือนเป็นบทเรียน หรือเป็นบทลงโทษให้เอินเอาไปบอกต่อกับใครต่อใคร ว่าภาวะหลังฆ่าตัวตายมันทรมานซ้ำซากไม่รู้จบอย่างไร ไม่ใช่ความยุติทุกข์หรือเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่ดีแต่อย่างใดเลย” “ค่ะ… เอินคงต้องช่วยคนให้เลิกอยากฆ่าตัวตายอีกเยอะ กว่าจะกลบกลืนบาปที่คิดฆ่าตัวตายได้ ไม่อย่างนั้นก็… จิตวิทยาง่ายๆเลยมั้งคะ พอยอมอ่อนแอคิดสั้นได้ครั้งหนึ่ง ก็จะปลูกฝังนิสัยทางความคิดยอมแพ้แบบนั้นไว้ และหวนคิดทำอีกเมื่อเจอกับเรื่องบีบคั้นครั้งต่อๆไป” อมฤตพยักยิ้ม “คนฉลาดในกรรมต้องอย่างนี้แหละ ทำให้บาปเก่าเจือจางลงด้วยการเติมบุญที่เป็นตรงข้ามกับบาปนั้นๆลงไปในจิตมากๆ กระทั่งรสของบาปถูกกลืนหายไป เหมือนเกลือหย่อมน้อยถูกน้ำห้วงใหญ่ทำละลาย แม้ยังมีเกลือก็เหมือนไม่มีแล้ว” มาวันทายิ้มตอบ พลางคิดว่าที่อมฤตกล่าวก็คือพุทธพจน์นั่นเอง เขาทรงจำความรู้ทางพุทธไว้มากมาย สมกับที่ประกาศว่าส่วนหนึ่งของเขาคือพุทธ ในมุมมองของหล่อนเขาเป็นพุทธเสียยิ่งกว่าชาวพุทธเต็มใบอีกหลายสิบหลายร้อยล้านคนบนโลกนี้ ลานดาวมองหน้าพี่สาวแล้วเปรยขึ้น “เท่าที่เห็นคนในเว็บฆ่าตัวตายของเรา ส่วนใหญ่สภาพจิตใจห่อเหี่ยวหมดอาลัยมานาน แต่วันที่พี่เอินคิดสั้น ดูสติยังดีๆอยู่เลยนะคะ ไม่น่ารวมอยู่ในกลุ่มนักตัดช่องน้อยแต่พอตัวคิดหนีโลกตามลำพังกับเขาเล้ย แค่เครียดหน่อยเดียว” อมฤตช่วยแก้ “ความเครียดไม่มีคำว่า ‘หน่อยเดียว’ หรอกจ๊ะ โดยเฉพาะถ้าสั่งสมมานาน” “พี่เอินไม่เคยปริปากบ่นอยากตายซักคำ ปกติคนจะฆ่าตัวตายมักบ่นหรือเปรยให้คนสนิทฟังเสมอไม่ใช่หรือคะ?” “ไม่บ่นไม่ได้แปลว่าไม่คิด คนจำนวนไม่น้อยชอบขังความคิดไว้ในหัวตัวเอง แล้วก็อยากให้ความคิดตายไปพร้อมกับตัวก่อนคายออกมาให้คนอื่นรู้ตาม” มาวันทายิ้มเฝื่อน ไม่ค่อยชอบตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก ประกอบกับเวลานั้นเริ่มเพลียและเห็นควรแก่เวลา จึงตัดบทด้วยการขอตัวดื้อๆ “ชักง่วงแล้วค่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ากว่าเคยด้วย เห็นทีจะต้องลาพี่แตรไปก่อน ขอบคุณอย่างที่สุดสำหรับความช่วยเหลือนะคะ” “ว้า!” ลานดาวร้อง “ไม่อยู่คุยต่ออีกหน่อยล่ะ?” แพทย์สาวส่ายหน้า “เธอคุยกับพี่แตรเถอะ แล้วไม่ต้องเดินออกไปส่งหรอก” “โถ! เจ๊… ใครจะใจจืดใจดำยักคิ้วส่งกันอยู่ตรงนี้แล้วปล่อยให้เดินออกไปคนเดียวได้เล่า” สามหนุ่มสาวออกจากห้องกระจก ผ่านห้องกลางซึ่งคาดว่าบิดามารดาของลานดาวยังนั่งดูโทรทัศน์ อมฤตเป็นคนเข้าไปไหว้ลาผู้ใหญ่แล้วถอยออกมาให้มาวันทาไหว้ลาตาม ระหว่างนั้นเอง อมฤตก็ก้มลงกระซิบกับลานดาว “จ๊ะขอติดรถเอินไปด้วยนะ อ้างว่าจะคุยธุระส่วนตัวอะไรก็ได้ เดี๋ยวพี่ขับตามไปแล้วกลับมาส่งเอง” “ทำไมคะ?” ลานดาวทำหน้าตื่น “ไม่รู้เหมือนกัน สังหรณ์แปลกๆ คล้ายเห็นใครซุ่มรออยู่ที่บ้านเอิน” หญิงสาวฟังแล้วขนลุก เพราะตั้งแต่คบกันมา จิตสัมผัสของอมฤตผิดพลาดน้อยครั้ง โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจ จึงกระซิบตอบ “ได้ค่ะพี่แตร”
|







